โรคไทรอยด์ รักษาได้ ฟื้นตัวไว

ไทรอยด์ เป็นอวัยวะหนึ่งในระบบต่อมไร้ที่อยู่กลางคอ รูปร่างคล้ายผีเสื้อ คือมีซีกซ้ายและซีกขวา มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ เพื่อควบคุมระบบสมดุลในร่างกาย โรคของต่อมไทรอยด์ที่พบได้บ่อยคือ ภาวะต่อมไทรอยด์ที่ทำงานหนักเกิน ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน โรคคอพอกและโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ โดยคนไข้ไทรอยด์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงช่วงอายุ 20-40 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ยังรักสวยรักงามอยู่ วิธีการรักษาไทรอยด์โดยการผ่าตัดผ่านทางปากทำให้ไม่มีแผลภายนอกจึงเป็นทางเลือกที่ทำให้คุณภาพชีวิตคนไข้ดีขึ้น

ประเภทของโรคไทรอยด์
นพ.ธัญวัจน์ ศาสนเกียรติกุล แพทย์ด้านการผ่าตัดไทรอยด์และพาราไทรอยด์ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคไทรอยด์สามารถแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มไทรอยด์ชนิดไม่เป็นพิษ แต่มีก้อนโตผิดปกติที่กลางคอ โดยสามารถสังเกตง่ายๆ ได้ด้วยตนเอง คือ เวลากลืนน้ำลาย ก้อนจะเคลื่อนที่ขึ้น – ลง ตามการกลืน ซึ่งก้อนนี้จำเป็นจะต้องได้รับการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นก้อนเนื้อร้ายหรือไม่ โดยการตรวจอัลตราซาวนด์บริเวณลำคอ และเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ ซึ่งถ้าผลออกมาเป็นมะเร็งไทรอยด์ ควรรีบได้รับการผ่าตัดรักษาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรือบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย

กลุ่มไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งภาวะของกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นไทรอยด์เป็นพิษ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โรคเกรฟวส์ (Graves’ disease) เป็นโรคเกี่ยวกับภาวะภูมิคุ้มกันในร่างกายบกพร่อง ทำให้มีการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนมากกว่าปกติ โดยสามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง คือ จะมีอาการคอโตทั่วๆ ทั้งสองข้าง ใจสั่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ตาโปน หรือภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่เกิดจากก้อนเนื้องอกต่อมไทรอยด์ ซึ่งจะต่างจากโรคเกรฟวส์คือ ส่วนของเนื้องอกจะเป็นก้อนที่สร้างฮอร์โมนมากกว่าปกติแต่ต่อมไทรอยด์เป็นปกติดี

วิธีรักษาโรคไทรอยด์
โดยส่วนมากนั้นวิธีการรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษจะใช้ยารักษาก่อน รวมถึงมีวิธีการกลืนแร่รังสีที่สามารถรักษาได้เช่นกัน แต่ก็จะมีผู้ป่วยบางส่วนที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดจากสาเหตุ คือ ทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น คอโตมาก หรือไม่สามารถกลืนแร่ได้ เป็นต้น สำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องผ่าตัด ซึ่งข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด คือ ก้อนที่ไทรอยด์สงสัยว่าเป็นมะเร็ง ก้อนโตมากจนกดเบียดการกลืนหรือการหายใจ ก้อนไทรอยด์เป็นพิษที่รักษาด้วยยาหรือกลืนแร่ไม่ได้ผล

ปัจจุบันวิธีการผ่าตัดไทรอยด์แบ่งเป็นสองวิธีใหญ่ ๆ

การผ่าตัดแบบเปิด คือมีแผลที่กลางคอ เป็นการผ่าตัดแบบมาตรฐานที่มีมานาน โดยจะผ่าบริเวณกลางคอขนาดประมาณ 6-8 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อน วิธีนี้ถือเป็นวิธีการผ่าที่ดี เพราะทำได้ง่าย และสามารถผ่าได้ทุกขนาดไม่ว่าจะขนาดใหญ่เท่าไร แต่ข้อเสียเดียวของวิธีการนี้คือ จะมีแผลอยู่กลางคอ ซึ่งการมีแผลเป็นที่กลางคอในผู้ป่วยบางรายที่ให้ความสำคัญกับการมีแผลเป็นที่เห็นได้ชัดบริเวณกลางคอ จะทำให้ผู้ป่วยขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันและจำเป็นต้องสวมใส่ผ้าพันคอ หรือเสื้อผ้าที่ปกปิดบริเวณบาดแผลไว้ตลอด

การผ่าตัดไทรอยด์แบบส่องกล้อง ซึ่งสามารถผ่าเข้าได้จากหลายทาง เช่น ทางรักแร้ ทางลานนม ทางหลังหู แต่วิธีการใหม่ที่สามารถผ่าตัดรักษาได้ คือ การผ่าตัดไทรอยด์ทางปาก โดยข้อดีคือ ไม่มีแผลเป็นภายนอก ซึ่งบาดแผลจะถูกซ่อนไว้ในปาก และสามารถใช้กล้องส่องขยายเพื่อให้เห็นเส้นเสียงและต่อมพาราไทรอยด์ได้ชัดเจนขึ้น ทำให้โอกาสในการรักษาเส้นเสียงเพื่อป้องกันเสียงแหบเหมือนกับการผ่าตัดแบบเปิด

ผ่าส่องกล้องไทรอยด์
เราสามารถผ่าส่องกล้องไทรอยด์ทางปากได้ทุกโรคไม่ว่าจะเป็น ภาวะไทรอยด์เป็นพิษไทรอยด์ไม่เป็นพิษ โรคมะเร็งไทรอยด์ แต่ขนาดก้อนเนื้อที่จะผ่าควรมีขนาดใหญ่ไม่เกิน 6-8 เซนติเมตร เพราะฉะนั้นถ้าพบเจอก้อนที่กลางคอที่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป แนะนำให้รีบพบแพทย์เพื่อที่จะทำให้ผู้ป่วย มีโอกาสในการเลือกวิธีการผ่าตัดรักษาได้มากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้แพทย์ผู้รักษาจะต้องเลือกว่าคนไข้เหมาะสมกับการผ่าตัดชนิดไหนที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ขั้นตอนการผ่าตัดส่องกล้องไทรอยด์
สำหรับขั้นตอนวิธีการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางปาก คือ กรีดบริเวณริมฝีปากด้านหน้าฟันขนาดไม่เกิน 2.5 เซนติเมตร เพื่อใส่เครื่องมือขนาดเล็กลงไปในปาก และทำการผ่าตัดก้อนเนื้อออกมา ใช้เวลาในการผ่าตัด โดยเฉลี่ยประมาณ 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแต่ละราย หลังจากการผ่าตัดคนไข้ต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 2 วัน และพักอยู่บ้านประมาณ 3-4 วัน จึงจะไปทำงานได้ อาการช่วงแรกจะรู้สึกคอตึง ๆ และคางบวมเล็กน้อย ส่วนภาวะแทรกซ้อนจะเหมือนการผ่าตัดแบบอื่น ๆ เช่น อาจมีภาวะเสียงแหบได้ ประมาณ 1-2% มีแคลเซียมต่ำได้ในกรณีที่ผ่า 2 ข้างเช่นเดียวกัน

โรคไขมันพอกตับมีภาวะเสี่ยงกับคนอายุเท่าไหร่

เนื่องจากการที่เรากังวลกับโรคต่างๆที่เราควรจะเป็นได้ อย่างเช่นโรคเกี่ยวกับตับที่เอาตรงๆก็น่ากลัวอยู่ไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรเกี่ยวกับตับก็ตามเราย่อมกลัวที่จะเกิดขึ้นกับตัวเรา เพราะไม่ว่าจะเป็นโรค ไขมันพอกตับ หรือ โรคตับอักเสบ ก็ต้องรักษาและมันก็น่ากลัวที่จะเป็นมากเพราะบางโรคฟังชื่ออาจจะไม่น่ากลัวแต่อันที่จริงก็ทำให้เราเสียชีวิตได้เช่นกัน ดังนั้นรู้และป้องกันไว้จะดีกว่า

คนส่วนมากมักเป็นโรคอะไรมากที่สุด

โดยประชากรมากกว่า 350 ล้าน คนทั่วโลก เป็นโรคตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง และในแต่ละปีนั้นมีผู้เสียชีวิตมากถึง 1 ล้านคน และโดยส่วนใหญ่นั้นผู้ที่ติดเชื้อมากที่สุดนั้นเกิดจากแม่สู่ทารถขณะคลอดนั้นเอง โดยคนส่วนใหญ่นั้นที่เป็นโรคตับอักเสบบีนั้นไม่ทราบว่าตนเองมีโรคตับอักเสบบีอยุ่ในร่างกายเพราะว่าโรคตับอักเสบบีนั้นไม่มีอาการเฉพาะตัวใดๆให้แน่ชัดว่าตนเองเป็นโรคนี้ แต่ถึงจะไม่มีอาการบ่งบอกใดๆ แต่ตับของเรานั้นก็กำลังถูกทำลายโดยเชื้อไวรัสแน่นอน

อาการของโรคตับอักเสบบี

โดยอาการมันจะคล้ายๆกับอาการเจ็บป่วยอื่นๆทั่วๆไป อาการจะเป็นๆหายๆ และอาการที่เป็นไปได้ของโรคตับอักเสบบีนั้น คือ ปวดตามข้อต่อต่างๆของร่างกาย ปวดเมื่อย มีอาการเบื่ออาหาร และคลื่นไส้มีความรู้สึกเหมือนจะอาเจียนหรืออ้วก มีอาการเหนื่อยล้าและมีภาวะซึมเศร้าและหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ มีอาการปวดที่ตับทางด้านบนขวาของช่องท้อง ส่วนการตรวจหาโรคตับอักเสบบีนั้น ไม่ใช่ว่าการที่เราตรวจเลือดทุกประเภทแล้วจะบอกได้ว่าเรานั้นเป็นโรคตับอักเสบบี

แต่ว่าทางแพทย์ต้องสั่งตรวจเลือดเพื่อหาโรคตับอักเสบบีถึงจะทราบผลได้ว่าเรามีการติดเชื้อหรือไม่ส่วนการตรวจเลือกนั้นจะสามารถบอกได้ว่านั้นเป็นโรคตับอักเสบบีหรือว่าเรามีภูมิคุ้มกันต่อต้านโรคตับอักเสบบี

หากเราเป็นโรคตับอักเสบบีเรื้อรัง

ถ้าหากว่าแพทย์นั้นต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อที่จะได้ดูความเสียหายของตับของเราว่าเสียหายมากขนาดไหนและความจำเป็นในการที่แพทย์จะออกยาได้ถูกต้อง เพราอะไรทำไมเราถึงต้องตรวจหาโรคตับอักเสบบี ถ้าคุณเคยมีเพศสัมพันธุ์กับบุคคลที่เป็นโรคตับอักเสบบี หรืออยู่กับบุคคลที่เป็นโรคตับอักเสบบี มีพ่อหรือแม่หรือญาติพี่น้องที่เป็นโรคตับอักเสบบีหือโรคมะเร็งตับ เป็นต้น

Enjoy Eating กับ 5 วิธีลดน้ำหนัก

หลายต่อหลายครั้งที่คิดอยากจะลดน้ำหนักแต่ก็รู้สึกว่าตัวเองถูกจำกัดอิสรภาพในการกินทุกที เป็นแบบนี้แล้วกำลังใจในการลดน้ำหนักก็ยิ่งลดน้อยลงไป แต่จะว่าไปแล้วมันก็มีเคล็ดลับง่ายๆที่จะช่วยเสริมสร้างพลังใจให้คุณสามารถไปต่อได้อย่างเป็นผลสำเร็จนะคะ

1. แขวนชุดที่คุณอยากใส่เอาไว้ในที่ที่สามารถมองเห็น
อาจเป็นชุดราตรียาว ชุดเดรสเกาะอก มินิสเกิร์ต หรือกางเกงยีนส์สกินนี่ที่เวลาไปลองแล้วไม่มีไซด์ เอามาแขวนไว้ในบริเวณที่คุณมองเห็นทุกวัน วิธีนี้จะช่วยสร้างพลังบวกและแรงกระตุ้นในร่างกายของคุณทุกวัน และทําให้คุณบรรลุถึงเป้าหมายได้ในไม่ช้า

2. หลีกเลี่ยงการเติมท้อปปิ้งลงบนอาหาร
หรือเครื่องดื่มที่คุณกิน เช่น งดเติมเบคอนกรอบในสลัดหรือแซนด์วิช งดเติมกากหมูในก๋วยเตี๋ยว งดเติมกะทิสดลงในขนมหรืออาหาร งดเติมวิปครีมลงในเครื่องดื่ม หรือไอศกรีม และอื่นๆอีกมากมายที่ปัจจุบันมักมีท็อปปิ้งนานาชนิดให้คุณได้เลือกเติมได้ตามใจแบบอร่อยจนลืมอ้วนกันไปเลยค่ะ คุณรู้มั้ยว่าถ้าคุณตัดสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ คุณก็จะสามารถลดพลังงานลงได้ เกือบ 100 – 200 แคลอรีเลยทีเดียวค่ะ และถ้าคุณงดได้ เพียง 6 เดือน จะทำให้คุณสามารถลดน้ำหนักลงได้ เกือบ 10 ปอนด์เลยทีเดียว

3. ถ้าคุณชอบกินพิซซ่า

เราไม่ได้ห้ามไม่ให้คุณกิน แต่อยากให้คุณลองเปลี่ยนจากแป้งหนาเป็นแป้งบาง ก็ช่วยลดพลังงานลงได้ ถึง 100 แคลอรีแล้วค่ะ หรือถ้าคุณชอบกินข้าวมันไก่ ก็อาจจะเปลี่ยนจากข้าวมันเป็นข้าวขาวสักครึ่งหนึ่ง เท่ากับคุณลดพลังงานลงได้ เกือบ 200 แคลอรีเลย

4. ลดการเติมน้ำตาลลงในเครื่องดื่ม เคล็ดลับง่ายๆที่ช่วยได้ยอดเยี่ยม
รู้ไหมคะว่า ชามะนาว 1 แก้วใช้น้ำตาลทรายถึง 10 ช้อนชา ถ้าคุณใช้น้ำตาลเทียมหรือสมุนไพรหญ้าหวานแทน เท่ากับคุณลดพลังงานจากน้ำตาลลงได้ 200 แคลอรีเลยเช่นกันค่ะ

5. ลองเปลี่ยนแก้วใส่เครื่องดื่มภายในบ้านของคุณซะใหม่
ลองใช้แก้วยาวทรงสูง จะดีกว่าที่คุณจะใช้แก้วสั้นๆ แต่ทรงอ้วนๆ ใส่เครื่องดื่มที่คุณชอบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำผลไม้ นม หรือเครื่องดื่มต่างๆ อีกมากมายที่คุณดื่มเป็นประจํา วิธีนี้จะช่วยลดพลังงานจากเครื่องดื่มแต่ละแก้วของคุณลงได้เกือบ 25% เป็นการหลอกร่างกายให้รู้สึกว่าไม่ได้ถูกจํากัดการกินนั่นเอง เพราะเวลาที่เรามองสิ่งของหรือวัตถุจะมีตัวชี้นําภาพ การที่เราใช้แก้วทรงสูง เป็นการหลอกร่างกายให้รู้สึกว่าไม่ได้ถูกจํากัดซึ่งจะนําไปสู่การกินที่น้อยลงได้ค่ะ

5 เคล็ดลับง่ายๆเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้คุณมีแรงฮึดสู้กับความคิดที่อยากจะลดน้ำหนักแต่ก็ต้องล่าถอยเพราะของกินมันยั่วยวนทุกที ลองนำไปทำตามแล้วคุณจะรู้สึกได้เลยว่าการลดน้ำหนักก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่อและยากเกินไปนี่นา!

วิธีดูแลสุขภาพ แบบง่ายๆ ที่ต้องลอง

สุขภาพที่ดีใคร ๆ ก็อยากมี แต่วิถีการใช้ชีวิตในปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การเสพสื่อโซเชียล ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นต้นเหตุที่ทำให้สุขภาพของเราทรุดโทรมทั้งนั้น ดังนั้นผมจึงมีวิธีสร้างสุขภาพดีง่าย ๆ ที่อยากบอกต่อ ซึ่งหากคุณสาว ๆ ได้ทำตามล่ะก็ รับรองเลยว่า สุขภาพจะดีขึ้นแน่นอน


1. การเลือกรับประทานอาหาร
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อร่างกาย การจะเกิดผลดีหรือผลเสียนั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม เพราะร่างกายจะนำไปพัฒนาและซ่อมแซมในส่วนต่าง ๆ ควรลดอาหารที่มีแคลอรีสูง ของทอด ปิ้ง-ย่าง หรืออาหารที่มีไขมันเยอะ เพราะหากร่างกายเผาผลาญไม่หมดก็จะกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกายในที่สุด ทางที่ดีควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม เลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์

2. บริหารสมอง
การบริหารสมองก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีได้ ลองหาเกมฝึกสมองมาเล่น เช่น เกมอักษรไขว้ เกมจำตำแหน่งภาพ เกมจับผิด เกมซูโดกุ หรือเกมหมากรุกจีน เป็นต้น ควรหันมารับประทานผลไม้พวก ส้ม องุ่น เบอร์รี่ให้มากขึ้นด้วย เพราะผลไม้จำพวกนี้มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการหลง ๆ ลืม ๆ ได้ หรือการหัวเราะก็ช่วยให้เลือดไหลเวียนดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายจะหลั่งสารเคมีในระบบประสาทที่ทำให้ผ่อนคลาย ซึ่งจะส่งผลดีทั้งร่างกาย จิตใจ อีกทั้งคนรอบข้างก็จะมีความสุขตามไปด้วย

3. พักสายตาจากการเสพสื่อโซเชียล
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนหรือทำอะไรก็ต้องถ่ายรูป แชร์ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ไม่ให้พลาดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ซึ่งถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็จะให้ผลดีแก่เรา แต่ถ้าใช้มากเกินไปนอกจากจะทำให้เป็นคนติดโซเชียลแล้ว ยังอาจทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเมื่อยล้า หรือตาแห้งเพราะต้องคอยจ้องอยู่ที่หน้าจอเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการเบลอ สายตาพร่ามัว หรือสายตาสั้นได้ ทางที่ดีควรพักสายตา และบริหารดวงตาของเราด้วย เช่น กระพริบตา กลอกตาไปมาเพื่อป้องกันตาแห้ง หรือมองไปยังวัตถุที่อยู่ไกล ก็จะช่วยให้ผ่อนคลายดวงตาลงได้ และถ้าลดโซเชียลลงบ้าง ก็จะทำให้ไม่ต้องเครียดจากการเสพข่าว สุขภาพจิตดีขึ้น

4. ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายนอกจากจะได้สุขภาพที่ดี เพราะอวัยวะภายในร่างกายจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังทำให้เรามีภูมิต้านทานห่างไกลโรคภัยต่าง ๆ สุขภาพจิตก็ดีตามไปด้วย ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาทีหลังเลิกงาน ลองเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะใกล้บ้านก็ได้ หรือจะวิ่ง จะแอโรบิค ก็ล้วนแต่ทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีทั้งนั้น แต่หากใครไม่มีเวลาออกกำลังกายจริง ๆ งานบ้านก็อาจจะช่วยได้เหมือนกัน เช่น ทำสวน กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างรถ ก็ถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัว ทั้งยังทำให้บ้านสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยอีกด้วย

5. พักผ่อนให้เพียงพอ
เมื่อทำกิจวัตรต่าง ๆ ในแต่ละวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว การพักผ่อนที่ดีที่สุด คือ การนอน เพราะร่างกายจะได้ซ่อมแซมฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่ ควรนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงและนอนให้เป็นเวลา เพราะหากนอนดึกเกินไป ร่างกายอาจเหนื่อยล้าได้ อีกทั้งยังมีผลเสียตามมา เช่น มีริ้วรอย เสี่ยงต่อโรคภัยต่าง ๆ ทางที่ดีควรพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อตื่นขึ้นมารับวันใหม่ ร่างกายจะได้สดชื่นและตื่นตัวตลอดทั้งวัน สุขภาพร่างกายก็จะดีตามไปด้วย

เห็นไหม แค่วิธีง่าย ๆ แค่นี้ก็ทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้แล้ว อาจจะต้องใช้ความพยายามสักหน่อย อาจรู้สึกฝืนตัวเองสักนิดในช่วงแรก แต่รับรองได้เลยว่า ความพยายามไม่ศูนย์เปล่าแน่นอน ถือเป็นกำไรเสียด้วยซ้ำ!

อาหารการกินใครว่าไม่สำคัญ สุขภาพสำคัญเสมอ

อาหารหวานมันเค็ม เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ทำให้คุณภาพชีวิตลดลงและสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมหาศาล บางคนยังตกอยู่ในสภาพของการล้มละลายทางสุขภาพ ทำให้ปัจจุบันมีการรณรงค์อย่างมากที่จะให้คนหันมาใส่ใจกับการกินอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพที่ดีขึ้นแทนที่จะคิดถึงแต่ความอร่อยของรสชาติและความสุขที่ได้จากการกินอาหารเท่านั้น

 

อาหารสจัดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

อาหารเค็มจัด เช่น อาหารที่ผ่านการถนอมอาหาร อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง เป็นต้น
อาหารหวานจัด เช่น ขนมไทย น้ำอัดลม น้ำหวาน เป็นต้น
อาหารมันจัด เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารประเภทกะทิ เป็นต้น

ผลเสียของอาหารเค็มจัด

อาหารเค็มจัด ส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชากรไทยในเรื่องของระดับโซเดียมสูง โดยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้รับประทานโซเดียมวันละ 2,000 มิลลิกรัม แต่จากการสำรวจในปี 2552 พบว่าการบริโภคโซเดียมของคนไทยเฉลี่ยมากถึง 4,351 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งไม่เป็นผลดี ส่งผลให้เกิดความดันโลหิตที่สูง ทั้งยังส่งผลต่อหัวใจและไตได้

ผลเสียของอาหารหวานจัด

อาหารหวานจัด เป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพของคนไทย พบว่าปริมาณน้ำตาลของการบริโภคในคนไทยค่อนข้างสูง จากการสำรวจของสำนักงานกรรมการอ้อยและน้ำตาล พบว่าในปี 2557 ประชากรไทยบริโภคน้ำตาล 33.8 กิโลกรัม/คน/ปี คิดเป็น 92 กรัม/วัน หรือ 23 ช้อนชา ขณะที่การบริโภคน้ำตาลที่เหมาะสมกำหนดไว้ว่าไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา/วัน แต่คนไทยบริโภคน้ำตาลเกินปริมาณที่เหมาะสมสูงเป็น 4 เท่า ซึ่งไม่เป็นผลดี ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา อาทิ โรคอ้วน ไขมันสูง เบาหวาน และโรคอื่น ๆ

ผลเสียของอาหารมันจัด

ร่างกายของคนเราต้องการพลังงานจากไขมันไม่เกินร้อยละ 30 โดยการรับประทานอาหารติดมันจากเนื้อสัตว์และต่าง ๆ ไม่ควรเกิน 5-6 ช้อนชา เพราะในเนื้อสัตว์ 1 ช้อนชาจะมีไขมันประมาณ 5 กรัม และไขมัน 1 กรัมให้พลังงานถึง 9 กิโลแคลอรี่ เท่ากับว่าไขมัน 5 ช้อนชา (25 กรัม) นั้นให้พลังงานสูงกว่า 225 กิโลแคลอรี่

การรับประทานไขมันมากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น ดังนั้นควรเลือกรับประทานไขมันไม่อิ่มตัว และควรหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากเนื้อสัตว์ต่าง ๆ และที่อันตรายที่สุดคือไขมันทรานส์ เป็นไขมันพืชที่ผ่านการไฮโดรจีเนชัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างโมเลกุล การรับประทานไขมันทรานส์ทำให้ระดับ HDL ต่ำลง ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไขมันทรานส์ โดยไขมันทรานส์จะมีอยู่ในมาการีน ไขมันทอดซ้ำ หรือเบเกอรี่ต่าง ๆ

สถิติปัญหาสุขภาพของคนไทย

จากการสำรวจพบว่าข้อมูลสภาวะสุขภาพประชากรไทยในปี 2557 เรื่องภาวะอ้วน (BMI เกิน 25 ขึ้นไป คิดจากน้ำหนักตัวหน่วยเป็นกิโลกรัมและส่วนสูงหน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง) ในปี 2552 ผู้หญิงไทยมีภาวะอ้วนสูงอยู่ที่ร้อยละ 40.7 หรือผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปจำนวน 100 คน มี 40 คนที่มีภาวะอ้วน และในปี 2557 เพิ่มขึ้นเป็น 41.8 คน ส่วนในผู้ชายปี 2552 พบว่ามีภาวะอ้วนอยู่ที่ 28 คน ส่วนในปี 2557 เพิ่มขึ้นเป็น 32.9 คน

นอกจากนี้ยังมีตัวชี้วัดอีกหนึ่งตัวคือภาวะอ้วนลงพุง หมายถึงคนที่สามารถวัดรอบเอวได้มากกว่า 80 เซนติเมตรในผู้หญิง และในผู้ชายสามารถวัดรอบเอวได้มากกว่า 90 เซนติเมตรขึ้นไป โดยในปี 2552 พบว่าผู้หญิง 100 คน มีภาวะอ้วนลงพุง 45 คน และในปี 2557 เพิ่มขึ้นเป็น 51.3 คน ส่วนในผู้ชาย พบว่าปี 2552 ผู้ชาย 100 คน มีภาวะอ้วนลงพุง 18.6 คน และในปี 2557 มีภาวะอ้วนลงพุง 26 คน ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของภาวะอ้วนในคนไทย

ที่น่าสนใจอีกหนึ่งประการคือเบาหวาน จากการสำรวจสุขภาพคนไทยปี 2552 ใน 100 คน พบผู้ป่วยเบาหวาน 6.9 คน และในปี 2557 ใน 100 คน พบผู้ป่วยเบาหวาน 8.9 คน กล่าวได้ว่าแต่ละปีมีผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มถึง 2 แสนคนโดยประมาณ

การปฏิบัติตนในการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี

1.ฝึกรับประทานอาหารรสจืดแต่เด็ก

การฝึกรับประทานอาหารรสจืดตั้งแต่เด็กเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อหัดการบริโภคที่ถูกต้องเป็นนิสัยให้ติดไปจนโต ผู้ปกครองอาจมีส่วนช่วยโดยการปรุงอาหารให้ลูกรับประทานในรสจืด

2.ลดเค็มทีละน้อย

กรณีที่รับประทานรสเค็มจัดติดไปจนโตแล้ว แต่อยากปรับพฤติกรรมให้ลดการรับประทานรสเค็มลงทีละน้อย ค่อย ๆ ปรับวิธีการปรุงอาหารทีละเล็กน้อย เพื่อให้ร่างกายปรับตัว การปรับทีละน้อยร่างกายจะไม่รู้สึกตัวว่ากินเค็มน้อยลง และจะค่อย ๆ ชินไปเอง

3.หลีกเลี่ยงอาหารกรุบกรอบ/อาหารสำเร็จรูป

อาหารกรุบกรอบพวกขนมขบเคี้ยว หรืออาหารสำเร็จรูปพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป มักมีโซเดียมสูง รวมถึงอาหารจานด่วนต่าง ๆ ควรหลีกเลี่ยง

4.หลีกเลี่ยงการเติมน้ำจิ้ม/ซอส

อาหารพวกที่ต้องรับประทานคู่กับน้ำจิ้มหรือซอส เช่น ลูกชิ้น/ไส้กรอกทอด เกี๊ยวซ่า ซูชิ เป็นต้น หากอยากรับประทานแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเติมน้ำจิ้มหรือซอส จะช่วยลดเค็มได้ในระดับหนึ่ง

5.หลีกเลี่ยงการปรุงรสเพิ่ม

หากรับประทานก๋วยเตี๋ยว สามารถลดเค็มได้โดยการไม่เพิ่มน้ำปลา หรือลดหวานได้โดยการไม่เติมน้ำตาล รวมถึงพวกอาหารตามสั่งที่มักใส่พริกน้ำปลาเพิ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงเพื่อลดการรับประทานอาหารรสจัด

6.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวาน

เครื่องดื่มรสหวานเป็นตัวการสำคัญของโรคเบาหวาน เช่น เครื่องดื่มอัดลม น้ำหวาน ชา กาแฟ ส่วนมากมีปริมาณน้ำตาลสูง จึงควรหลีกเลี่ยง

7.หลีกเลี่ยงอาหารติดมันและของทอด

เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ให้รับประทานอาหารที่มันจัด ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเนื้อสัตว์ติดมันและของทอด อาจเปลี่ยนไปรับประทานอาหารประเภทนึ่งหรือต้มแทน รวมถึงหลีกเลี่ยงอาหารประเภทกะทิ

รับประทานอาหารนอกบ้านอย่างไร?

การรับประทานอาหารนอกบ้านอาจเป็นเรื่องยากในเรื่องของการควบคุมรสชาติ แต่สามารถทำได้ โดยการอ่านฉลากให้ละเอียด และเลือกอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่เหมาะสม หรือเลือกรับประทานอาหารที่มีฉลากสีเขียวแสดงออกถึงอาหารสุขภาพ เป็นต้น ทั้งนี้องค์กรต่าง ๆ ควรมีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น ในโรงเรียนควรห้ามขายเครื่องดื่มอัดลม ขนมกรุบกรอบ หรือองค์กรอื่น ๆ ตามบริษัท มีการกำหนดให้ขายอาหารสุขภาพ เป็นต้น