การพักผ่อน

 การพักผ่อนนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายของมนุษย์ เพราะการพักผ่อนนั้นทำไห้สมองผ่อนคลายเเละลดความเครียด ลดการกังวล การพักผ่อนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตประจำวันเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าคนเรานั้นไม่มีการพักผ่อนเลยนั้น อาจจะทำไห้เหนื่อยล้าเเละเกิดอาการไม่สบายตัวได้ เช่น หน้ามืด หน้าซีด เป็นลม ปวดหัว เป็นต้น

การที่เราพักผ่อนนั้นเปรียบเสมือนการผ่อนคลายอีกเเบบหนึ่งเสมือนกับการนอนหลับ เพราะการพักผ่อนเป็นการชัตดาวสมองของเราเเละร่างกายของเราอีกระดับหนึ่ง กล่าวคือ การนอนหลับนั่นเอง เเต่อาจจะไม่ได้นอนหลับตลอดเวลา เพียงเหมือนการเอนหลังพักสายตาก็เท่านั้น

หรือจะหลับไปเลยก็ได้ ก็ไม่ผิด ซึ่งการนอนหลับก็ถือเป็นการพักผ่อนเช่นกัน เเต่การพักผ่อนในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการเอนหลัง หรือพักสายตาเพียงอย่างเดียว การพักผ่อนยังเป็นการไปเที่ยวสถานที่ต่างๆไห้สบายตัวหรือเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจก็ได้ ก็จัดเป็นว่าเป็นการพักผ่อนอีกรูปเเบบหนึ่งเช่นกัน ซึ่งการพักผ่อนหย่อนใจตามธรรมชาตินั้น เหมาะสำหรับคนที่ทำงานมาเหนื่อยๆโดยไม่มีวันหยุดหรือการหยุดพัก ซึ่งนอนที่บ้านก็คงเบื่อเเล้ว เพราะทำงานกลับบ้านก็จำเจ

การพักผ่อนสำหรับคนทำงานที่ไม่มีหยุดพักนั้น ก็เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจตามธรรมชาติ เช่น หาที่เที่ยวตามป่าตามเขาตามเเหล่งหุบเขาเพื่อพักสมอง กางเต็นท์นอนที่อุทยานเเห่งชาติเขาใหญ่ เป็นการพักผ่อนที่ผ่อนคลายที่สุดเพราะได้อยู่กับธรรมชาติเเล้วยังได้เห็นความงดงามของธรรมชาติเเละความเป็นส่วนตัวของเราอีกด้วยหรือถ้าไม่สะดวกขับรถไปไกลนักก็ชวนเพื่อนๆหรือครอบครัวมาปาร์ตี้ริมทะเลก็ได้ เพราะบรรยากาศของทะเลเป็นที่ยอดฮิตเเละสวรรค์ของใครหลายๆคน

ที่ต่างก็อยากมาพักผ่อนหย่อนใจเพื่อต้องการลดความเครียดจากที่ทำงาน ซึ่งการพักผ่อนนั้น ถึงจะพักผ่อนมากหรือน้อยก็ไม่สำคัญ เพียงเราต้องไห้ความสำคัญกับร่างกายของเราเป็นอย่างมาก เพราะการพักผ่อนสำคัญกับชีวิตประจำวันของเรามากจริงๆ เพราะนอกจากจะช่วยลดความเพลียจากการทำงานเเล้ว ยังช่วยผ่อนควายความเมื่อล้า เเละความเครียดได้เป็นอย่างมาก ดังนั้นเเล้วการพักผ่อน สามารถทำได้ เพียงเเค่เราหาเวลาว่างไห้ตัวเองไม่จำเป็นต้องเต็มวัน เพียงวันละ30นาที

ก็คงมากพอเเล้วสำหรับคนที่ไม่มีเวลาเลย เเต่สำหรับคนที่มีเวลาหรือวันหยุดยาวอยู่เเล้วก็สามารถไปหาที่พักผ่อนหย่อนใจตามอัธยาศัยทั้งในต่างจังหวัด เเละต่างประเทศได้เลยเเละควรตระหนักถึงร่างกายของเราว่าไหวหรือไม่ด้วยในการจะไปที่ไกลๆ ถ้าไปไม่ไหวจริงๆขอเเค่ได้มีเวลานอนเเละพักผ่อนไห้เต็มที่ถือว่าก็เพียงพอต่อสุขภาพร่างกายของเราเเล้ว

 

สนับสนุนเรื่องเหล่านี้มาจาก  บุหรี่ไฟฟ้า

Health เมื่อหยุดสูบบุหรี่จะมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นกับร่างกาย

ว่ากันเข้าไปเรื่องของโทษและโรคต่างๆที่บุหรี่ได้กระทำกับเรา ไม่ว่าจะเป็นคนสูบหรือคนที่อยู่ใกล้กับคนสูบและได้สูดดมควันโดยตรง มีคำที่ว่ากันว่าการสูบบุหรี่นั้นทำให้คนรอบข้างได้รับอันตรายยิ่งกว่าคนสูบหลายเท่า เอาจริงๆแล้วก็ไม่ถูกซะทีเดียวหรอก

อย่างไรก็ตามคนที่สูบบุหรี่ก็ได้รับสารโดยตรงอย่างเป็นประจำ อย่างไงคนสูบก็ได้รับผลกระทบมากว่าหลายเท่าตัว แต่คำพูดที่ว่านี้อาจจะถูกต้องถ้าคนที่สูดดมควันนั้นเป็นเด็กหรือคนที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว ที่มีภูมิต้านทานยังต่ำอยู่ ก็จะมีอาการต่างๆเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าคนที่สูบโดยตรง แต่อาการเบื้องต้นนั้นไม่ได้เป็นตัวบอกว่า ใครที่ได้รับสารพิษมากกว่ากัน

เพราะคนสูบนั้นร่างกายอาจจะเคยชินและไม่แสดงอาการแต่ความจริงนั้น ภายในร่างกายอาจจะรับสารพิษจนใกล้จะระเบิดเต็มทีแล้ว ดังนั้นแล้วการเลิกสูบบุหรี่จะทำให้เกิดผลดีทั้งตัวเราและคนรอบข้างอย่างชัดเจน อย่างน้อยคนรอบข้างก็ไม่ได้รับสารพิษแน่ๆแล้วล่ะ

แล้วตัวคนสูบละถ้าเกิดเลิกสูบบุหรี่ ร่างกายจะมีอะไรที่ดีขึ้นบ้าง ข้อนี้ต้องบอกเลยว่า มันต้องอาศัยระยะเวลาที่นานกว่าการสูบ บุหรี่ไฟฟ้า ซะอีก การป่วยเป็นได้อย่างง่ายได้ถ้าไม่ระมัดระวัง แตะการจะทำให้เหมือนเดิมนั้นต้องวางแผนและมีวินัยสูงมาก สุดท้ายแล้วต้องให้ร่างกายค่อยๆซ่อมแซ่มเองซึ่งอาศัยระยะเวลานานพอดูเลย บางคนที่หยุดสูบแล้วอาจจะคิดว่าไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น นั้นก็เพราะว่าหมดกำลังใจที่จะรอร่างกายนั้นเอง อย่างแรกที่พิสูจน์ได้เลยแต่ก็อาจจะไม่ได้ทำให้คนสูบสนใจนักนั้นก็คือ เมื่อหยุดสูบสักครึ่งชั่วโมงหัวใจก็จะกลับมาเต้นเป็นปกติ

เมื่อไม่ได้สูบสักครึ่งวันสารพิษในกระแสเลือดเรานั้นจะลดระดับลงจนเหลือไม่ถึงครึ่ง นั้นก็แปลว่าร่างกายกำลังได้รับสารอาหารอย่างปกติมากขึ้น ถ้าเลิกสูบสักเดือนเป็นต้อนไป อาการผิดปกติในปากเราไม่ว่าจะเป็นเหงือกหรือฟันและกลิ่นจะเริ่มหายไป ระบบเลือดจะไม่เหลือสารพิษแล้ว แล้วเมื่อเลิกสูบไปถึงสี่เดือนเป็นต้นไป ปอดก็จะเริ่มทำงานได้เหมือนดั่งเดิมแต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าสูบมานานขนาดไหนด้วย

เพราะสารบางตัวเข้าปอดแล้วมันออกมาไม่ได้ หลังจากนั้นถ้าเลือกได้ถึงหนึ่งปี ก็จะแทบไม่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจแล้วล่ะ มาถึงข้อที่คนสูบต้องอยากรู้ นั้นคือมะเร็ง โรคนี้ร้ายนักต้องอาศัยเวลาถึงเป็นสิบปีกว่าจะลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้เพียงครึ่งเดียว และสุดท้ายถ้าเลิกสูบได้ถึงสิบห้าปีนั้น ร่างกายเราจะกลับมาเหมือนคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่เลย คิดดูละกันสูบบุหรี่ทีต้องใช้เวลานานขนานนั้นกว่าจะกลับมาเหมือนเดิม

หูทำงานอย่างไร

หูเป็นเป็นอวัยวะที่อยู่ในประสาทสัมผัสทั้ง 5 หน้าที่หลักคือการรับเสียง

ซึ่งการทำงานของหูจะเริ่มจากการที่เสียงเข้าไปสู่รูหู ผ่านไปสู่รูหูชั้นกลาง และสุดท้ายก็เข้าสู่รูหูชั้นใน ซึ่งเสียงที่ผ่านเข้ามาจะถูกแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าและส่งไปยังเส้นประสาทสู่สมอง เพื่อให้สมองแปลงเป็นข้อมูลออกมาเป็นเสียงต่างๆ ที่เราได้ยินกันนั่นเอง จะเห็นได้ว่าอวัยวะที่เรียกว่าหูนี้มีหน้าที่สลับซับซ้อนมากมาย ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ได้ยินเสียงต่างๆ ได้แล้ว

หูยังเป็นอวัยวะที่ช่วยในการทรงตัวอีกด้วย ดังนั้นเพื่อให้อวัยวะที่เรียกว่าหูอยู่กับเราไปนานๆ มาเรียนรู้วิธีดูแลรักษาหูดังนี้ 1.ใช้การเช็ดแทนการแคะ อย่างแรกเลยให้เราเปลี่ยนวิธีการและความคิดในการดูแลรักษาหูของเราโดยการใช้วิธีการเช็ดทำความสะอาดแทน

อย่าไปใช้สิ่งแปลกปลอม เช่น ไม้พันสำลี นิ้วมือ หรืออะไรก็ตามแคะหูเด็ดขาด เพราะจะยิ่งเป็นการดันขี้หูให้ลึกลงไป แถมยังสร้างความระคายเคือง ทำให้ต่อมสร้างขี้หูทำงานหนัก เกิดเป็นขี้หูมากกว่าเดิมอีก 2.อย่าให้น้ำเข้าหู การที่น้ำเข้าหูอาจดูเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปเวลาไปเล่นสระว่ายน้ำหรือทะเล แต่สำหรับบางคนที่ป่วยเป็นโรคหูชั้นนอกอักเสบแต่ไม่รู้ตัวก็อาจจะทำให้การอักเสบนั้นรุนแรงขึ้น

และยังอาจทำให้เยื่อบุแก้วหูทะลุได้อีกต่างหาก เพราะฉะนั้นป้องกันด้วยการใส่หมวกคลุมผมหรือวัสดุอุดรูหูเวลาเล่นน้ำ 3.ออกห่างจากสถานที่ที่เสียงดังๆ เช่น คนที่ไปเที่ยวสถานบันเทิง ทำงานโรงงาน หรือต้องคลุกคลีอยู่กับอุตสาหกรรมที่มีเสียงดังบ่อยๆ หรือติดต่อกันเป็นเวลานานๆ

อาจทำให้เกิดอาการประสาทหูเสื่อมได้ ซึ่งโรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แค่เพียงเสียงปืน เสียงประทัด หรือเสียงพลุที่ดังมากๆ จนเกินไปก็อาจทำให้เกิดอาการนี้ได้แล้ว ดังนั้นถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ควรหาอุปกรณ์ป้องกันมาอุดหู 4.ทำความสะอาดอย่างถูกวิธีด้วยไม้ปั่นหูและน้ำมันมะกอก ร่างกายคนเราจะสร้างขี้หูขึ้นมาทุกวันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องหมั่นทำความสะอาดบ่อยๆ

ด้วยการใช้ไม้ปั่นหูเล็กๆ ปั่นเบาๆ หรือเขี่ยขี้หูออก แต่สำหรับบางคนที่มีขี้หูแข็ง ห้ามใช้วิธีนี้เด็ดขาด เพราะอาจทำให้แก้วหูทะลุ

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

คาร์โบไฮเดรตก็มีโทษเหมือนกัน

เราต่างก็ทราบกันเป็นอย่างดีเรื่องการรับประทานอาหารให้มีประโยชน์ต่อร่างกาย แล้วมักจะถูกพร่ำสอนอยู่เสมอว่าการรับประทานอาหารที่ถูกต้องคือ การรับประทานอาหารให้ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ เพราะสารอาหารเหล่านี้เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเพื่อในการนำพลังงานออกมาใช้ในแต่ละวัน

และอวัยวะภายในร่างกายต้องการสารอาหารที่จะเข้าไปช่วยบำรุง ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต แน่นอนว่าร่างกายเราไม่สามารถขาดอาหารประเภทนี้ได้ เพราะคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งอาหารที่จะทำให้เราแรงมีกำลังในการทำงานหรือทำกิจกรรม ถ้าหากร่างกายไม่ได้รับสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะทำให้ร่างกายไร้เรี่ยวแรงและอ่อนเพลียได้ง่าย

แต่ถึงอย่างนั้นหากให้พูดโดยรวมไม่ว่าการทานอาหารประเภทไหนถึงจะจำเป็นต่อร่างกาย ก็ต้องทานอย่างระมัดระวัง ทานน้อยหรือมากไปก็ไม่ดีเช่นกัน ฉะนั้นแล้วควรทานให้พอดีและเหมาะสม ในอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตหากทานมากไปก็จะมีผลเสียตามมาดังนี้

1.การนอน อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเมื่อทานแล้วจะทำให้เรารู้สึกอิ่มได้ไว ยิ่งถ้าหากเราทานมากกว่าปกติจะทำให้รู้สึกแน่นท้องได้ง่าย และส่งผลให้รู้สึกง่วงได้อย่างรวดเร็ว จะเห็นได้ชัดจากคนทำงานและเรียน ช่วงบ่ายจะรู้สึกง่วงนั้นเป็นเพราะเรารับคาร์โบไฮเดรตที่มากจนเกินไป ถ้ายิ่งเป็นอาหารมื้อดึกแล้วละก็ถึงแม้จะส่งผลให้ง่วง ถ้าหากนอนทั้งๆที่อาหารยังไม่ย่อยนั้นอาจจะทำให้เกิดกรดไหลย้อนและอ้วนลงพุงได้

2.สุขภาพฟัน น้ำตาล ถือว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลเดียว มีรสหวาน ที่ใครหลายคนชอบ เพราะน้ำตาลเป็นเครื่องปรุงรสในอาหารเกือบทุกประเภท ต่อให้เมนูอาหารจะมีรสชาติเผ็ด เปรี้ยว เค็มมากแค่ไหน ก็จะต้องเติมน้ำตาลลงไปเล็กน้อยเพื่อให้มันมีรสชาติที่กลมกล่อมอย่างลงตัว ซึ่งถ้าหากทานในปริมาณที่เหมาะสมก็คงจะไม่เป็นไร

แต่สำหรับคนชอบทานขนมหวาน อาจจะส่งผลเสียต่อฟันได้ น้ำตาลมีคุณค่าทางโภชนาการน้อย ไม่มีวิตามินหรือเกลือแร่ และยังเป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียกับเชื้อราในช่องปาก เหตุนี้เองจึงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดฝันผุได้ โดยเฉพาะในเด็กที่จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดฝันผุได้ง่ายมาก

3.โรคอ้วน อย่างที่ทราบกันว่าในคาร์โบไฮเดรตนั้นจะแฝกไปด้วยน้ำตาล ขนาดข้าวยังแอบมีรสชาติหวานนิดหน่อย ซึ่งคนส่วนใหญ่ชอบทานข้าวขาวมากกว่าเพราะทานง่าย มีรสชาติที่ลงตัวเมื่อทานกับอาหารชนิดอื่นๆ แน่นอนว่าการที่ในมีน้ำตาลอยู่นั้นถือว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลเดียว ที่เคยได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า จะต้องทานให้อยู่ปริมาณที่เหมาะสม

เพราะถ้าหากทานมากจนเกินไปนั้นแปลว่าร่างกายจะได้รับน้ำตาลเป็นอย่างมาก ทำให้ตับต้องทำงานอย่างหนักมากขึ้น ในระยะยาวจะเกิดการสะสมของน้ำตาลที่ย่อยสลายไม่หมดตกค้างในร่างกายจนกลายเป็นไขมันที่เกาะไปทั่วตามร่างกายของเรา เป็นเหตุให้เราอ้วนและเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานได้

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

โรคร้ายที่มาพร้อมควันบุหรี่

ในแต่ละปี มีผู้คนทั้งโลกเสียชีวิตจากควันจากบุหรี่มือสองสูงถึง 1 ล้านคนโดยประมาณ โดยโรคที่มีความร้ายแรงถึงชีวิตนี้ เช่น

โรคมะเร็ง ควันของบุหรี่สามารถส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งหลายระบบ โดยเฉพาะโรคมะเร็งปอด นอกเหนือจากนั้นเบนซีนในควันที่เกิดจากบุหรี่มือสองยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอีกด้วย

โรคหัวใจ ควันที่เกิดจากบุหรี่มือสองนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของระบบเส้นเลือดแล้วก็ระบบการไหลเวียนของโลหิต ซึ่งเพิ่มการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและก็สภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

โรคปอด สารเคมีรวมทั้งแก๊สในควันของบุหรี่มือสองนำไปสู่การระคายเคืองต่อเยื่อบุหลอดลมแล้วก็ถุงลมจนกระทั่งส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรังแล้วก็ทำให้ปอดเสื่อมสมรรถภาพ เป็นสาเหตุสำคัญของกรุ๊ปโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease หรือ COPD) ยกตัวอย่างเช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหืด และก็โรคหลอดลมโป่งพอง

พิษในควันที่เกิดจากบุหรี่เป็นอันตรายกับทุกคน แต่ว่าเด็กๆมีการเสี่ยงที่กำลังจะได้รับอันตรายมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องด้วยเด็กมีน้ำหนักน้อยแต่ว่ามีอัตราการเผาผลาญอาหารสูงกว่าแล้วก็หายใจเร็วกว่า ยิ่งไปกว่านี้ เด็กยังอยู่ในช่วงวัยที่เนื้อเยื่อต่างๆกำลังพัฒนา เมื่อได้รับสารพิษในจำนวนเท่ากัน สารพวกนี้ก็จะเข้าสู่ร่างกายรวมทั้งเป็นอันตรายต่ออวัยวะของเด็กได้ง่ายรวมทั้งมากยิ่งกว่าผู้ใหญ่

สำหรับปัญหาสุขภาพที่เด็กๆ ต้องเผชิญ ยกตัวอย่างเช่น

-เด็กที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อย  การสัมผัสกับควันบุหรี่โดยตรงที่อยู่ระหว่างของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงสำหรับการที่เด็กทารกที่อยู่ในครรภ์นั้นจะคลอดออกมาด้วยน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

-โรคการเสียชีวิตกระทันหันในเด็กทารก (Sudden infant death syndrome หรือ SIDS) คือสภาวะที่เด็กอ่อนเสียชีวิตรุนแรงโดยไม่เจอสาเหตุที่ชัดเจน ซึ่งเด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบที่จะต้องอยู่ใกล้ๆกับผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคมากยิ่งกว่าเด็กที่ไม่ได้สัมผัสควันที่เกิดจากบุหรี่

-โรคหืดและก็โรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆเป็นกลุ่มโรคที่พบได้มากในเด็กที่จะต้องสูดกลิ่นควันของบุหรี่อยู่เป็นประจำ

-การติดเชื้อ เด็กแรกเกิดที่เกิดขึ้นมาจากบิดามารดาที่ดูดบุหรี่มักเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดลมอักเสบแล้วก็ปอดอักเสบมากยิ่งกว่าเด็กทั่วๆไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงขวบปีแรก

จะหลีกเลี่ยงควันของบุหรี่ได้ยังไง

การป้องกันตนเองด้วยการไม่สูดดมควันของบุหรี่มือสองบางทีอาจทำได้ยาก เพราะเหตุว่าแม้คุณจะไม่เข้าใกล้ผู้ที่กำลังดูดบุหรี่ แต่คุณไม่มีทางรู้เลยว่าอากาศในห้องอาหาร ปากประตูปากทางเข้าอาคาร หรือทางหนีไฟนั้นมีควันจากบุหรี่หรือเปล่า ยิ่งมีบุคคลในครอบครัวสูบบุหรี่ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะเลี่ยงสารตกค้างจากควันที่มีพิษ

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick รีวิว

บิ๊กไบค์มือสองแต่งอย่างไร

แต่งรถ บิ๊กไบค์มือสอง ด้วยของก๊อปสุดอันตรายที่ไม่สมควรซื้อมาแต่ง

 

กันสบัดปลอมเป็นที่นิยมมากลองลงมาจากพวกปั้มเบรค

ก็เหมือนกันอย่างอื่นครับเพราะถ้ามันเป็นของแท้ผมรับรองได้เลยว่ามันไม่ถูกอย่างแน่นอนครับราคาเป็นหมื่นขึ้น ยกตัวอย่างยี่ห้อเออลินที่เป็นของแท้ราคาจะอยู่ที่หมื่นถึงสองหมื่นหรือต่อให้เป็น yss ก็จะอยู่ที่ห้าถึงหกพันกันเลยแต่ถ้ามามองของก็อปของเทียมให้เกรดดีที่สุดก็จะมีราคาอยู่แค่หนึ่งถึงสองพันบาทแค่นั้นเองครับ และถ้าเป็นพวกเกรดลองลงมาก็จะมีราคาไม่ถึงหนึ่งพันบาทเองครับ

ด้วยราคาและความสวยงามที่มันล่อตาล่อใจของคน

แต่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นของปลอมก็ยังซื้อเอามาใส่ให้กับรถตัวเอง แต่ก็ยังดีกว่าโดนหลอกเอาของปลอมมาขายแล้วบอกว่าเป็นของแท้ซึ่งถ้าเป็นกันสบัดแบบเกรดดีๆเลยเนี่ยถ้าคนที่ดูของแท้ของเทียมไม่เป็นก็อาจจะโดนหลอกได้ง่ายนะครับ เพราะว่าพวกกันสบับถูกทำเรียนแบบออกมาได้เหมือนของแท้มากๆ

ถ้าจะซื้อของแท้ผมก็แนะนำให้พาคนที่ดูของแท้ไปด้วยหรือไม่ก็ต้องหาร้านที่ไว้ใจได้ก่อนที่จะซื้อครับ ปัญหาที่จะเจอกันบ่อยๆเมื่อเพื่อนๆใส่กันสบัดปลอม อันดับแรกที่เพื่อนๆจะเจอกันบ่อยๆก็คือเมื่อตอนเราซื้อไปใส่แล้วไม่สามารถปรับการใช้งานจริงๆได้โดยกันสบัดจะมีปุ่มปรับความหนืด

โดยจะปรับได้ว่าให้กันสบัดมีความหนืดมากหรือหนิดน้อย

แต่ของปลอมส่วนใหญ่จะปรับไม่ได้เหมือนเอามาใส่ไว้เท่ๆเฉยๆ เวลาเราปรับแล้วลองไปโยกแฮนด์ดูกลับไม่รู้สึกถึงความต่างหรือความหนืดอะไรเลยนะครับ หรือถ้ามันปรับความหนืดได้จริงๆแต่ก็จะมีปัญหาเมื่อเวลาใช้ไปนานๆก็จะมีน้ำมันรั่วหรือซึมออกมาหรือพูดง่ายๆก็คืออายุการใช้งานสั้นมากนั่นเองครับ

ใช้ไปใช้มาก็ไม่สามารถปรับอะไรได้เลยซะงั้น จากที่มีความหนืดก็ไม่เหลือความหนืดอะไรเลย และอย่างสุดท้ายที่น่ากลัวจริงๆของการใส่กันสบัดปลอมนั่นก็คือกันสบัดล็อคเองนะครับ

กันสบัดล็อคเองก็เกิดได้จากหลายปัจจัยเช่น น้ำมันในกระบอกโช็คมันร้อนเกินไปหรือว่าก้านกันสบัดมันคดมันงอทำให้เกิดการล็อคจนขยับไม่ได้นั่นเอง ถ้าเกิดปัญหานี้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วขณะเข้าโค้งแล้วเลี้ยวไม่ได้อาจทำให้รถเราหลุดโค้งไปชนเสาไฟฟ้าได้ง่ายๆเลยครับ

ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มากเลยนะครับและก็เจอกันได้บ่อยอีกเหมือนกันสำหรับกันสบัดปลอม

จบกันไปแล้วสำหรับ 8 อันดับของแต่งปลอมสุดอันตรายถ้ายังไม่อยากลงไปวัดถนนก็อย่าได้ซื้อมาติดตั้งให้กับรถสุดรักของเพื่อนเลยนะครับ แต่อันที่จริงแล้วของแต่งปลอมเกือบทุกชิ้นก็คุณภาพไม่สู้ของแท้แน่นอน อย่าคิดแค่ว่าราคาถูกแล้วเอามาใส่เท่ๆ แต่ต้องคิดถึงอุบัติเหตุที่จะตามมีทีหลังด้วยนะครับ

ฝุ่นพิษขนาดเล็กมาจากไหน อันตรายอย่างไร?

ฝุ่นพิษขนาดเล็กมาจากไหน อันตรายอย่างไร?
มลพิษทางฝุ่นละอองกลางอากาศมีที่มานานาประการ รวมทั้งฝุ่น ละอองผง เถ้าถ่าน แล้วก็เขม่าควัน แล้วก็เกิดขึ้นทั้งยังจากแหล่งธรรมชาติ (ยกตัวอย่างเช่น เกลือทะเล) แล้วก็ที่มนุษย์ผลิตขึ้นอย่างไอเสียจากรถยนต์แล้วก็รถบรรทุก เมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรมที่มีการจราจรหนาแน่น โรงงานต่างๆ รวมทั้งการก่อสร้างจำนวนมากมีลักษณะทิศทางที่จะเป็นอันตรายเพราะกลายเป็นมลพิษที่เป็นต้นเหตุของฝุ่นละอองมากขึ้น แต่ว่าเขตชนบทก็มีการเสี่ยงด้วยเหมือนกัน จากฝุ่นละอองบนถนนหนทาง จากมลพิษที่เกิดขึ้นจากทำการเกษตรในรูปของแอมโมเนียจากการใช้ปุ๋ยแล้วก็มูลสัตว์ จากหมอกควันที่เกิดขึ้นเมื่อชาวนาชาวไร่เผาพื้นที่เพื่อตระเตรียมดินสำหรับในการเพาะปลูก

ยิ่งฝุ่นละอองมีขนาดเล็กลงเท่าไร ก็ยิ่งมีอันตรายรุกรามต่อร่างกายมากเท่านั้น เพราะมันถูกสูดเข้าไปทางระบบหายใจ และก็มีขนาดเล็กพอที่จะเข้าไปลึกถึงปอด บางอนุภาคบางครั้งก็อาจจะเข้าไปถึงกระแสโลหิตและก็ไหลเวียนทั่วร่างกายของพวกเราได้ในที่สุด

ผลพวงจากมลภาวะฝุ่นละอองดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ส่งผลต่อร่างกายรุนแรงกว่าที่คาดคิดกัน : จากงานศึกษาเรียนรู้หลักๆ ในระยะสิบปีให้หลัง ในเวลานี้ พวกเราได้ทราบแล้วว่า มลภาวะที่เกิดขึ้นทางอากาศมีอันตรายรุกรามสุขภาพของพวกเรามากยิ่งกว่าที่พวกเราเคยรู้ องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่ามีสามัญชนที่จำต้อง “ตายก่อนถึงเวลาอันควร” เพราะมลภาวะทางอากาศทั่วทั้งโลกมากยิ่งกว่า 6 ล้านคนภายในแต่ละปี และในปริมาณนี้ เป็นเด็กอายุน้อยกว่าห้าขวบราวหนึ่งส่วนสิบ คิดเป็น 600,000 คน เมื่อประสิทธิภาพอากาศเลวทรามลง อัตราการป่วยถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลก็มากขึ้น เพราะว่ามลภาวะทำให้ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพที่มีอยู่กำเริบขึ้น แล้วส่งผลให้หัวใจวาย เส้นโลหิตในสมองตีบ อาการหอบหืดกำเริบ ฯลฯ

– อันตรายรุกรามต่อหัวใจ : การพบเจอกับมลภาวะทางอากาศอาจส่งผลให้เกิดเหตุร้ายแรงกะทันหันกับกล้ามเนื้อหัวใจได้ จนอาจทำให้เกิดหัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ อัตราการเต้นของชีพจรลดน้อยลง ตลอดจนมีการเสี่ยงที่จะมีการตายจากสภาวะหัวใจหยุดเต้นทันควัน นอกเหนือจากนี้ ยังมีหลักฐานปรากฏว่า ภาวการณ์เส้นเลือดแข็งตัว โดยที่มีการสะสมตะกอนที่เรียกว่าพลาค ข้างด้านในเส้นเลือดที่สามารถกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดสภาวะหัวใจวายรวมทั้งเส้นโลหิตสมองตีบจนกระทั่งตายได้

– อันตรายรุกรามต่อปอดรวมทั้งทางเดินหายใจ : มลภาวะกลางอากาศเป็นทั้งต้นเหตุและสาเหตุที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอดและก็ระบบทางเดินหายใจและทำให้โรคอื่นๆ กำเริบขึ้นได้ รวมทั้งโรคหอบหืด โรคปอดอุดกันเรื้อรัง และโรคมะเร็งปอด

– อันตรายรุกรามต่อสมอง : เป็นที่เข้าใจกันว่า การพบเจอกับมลภาวะกลางอากาศเป็นระยะยาวเพิ่มการเสี่ยงที่จะทำให้เส้นโลหิตแดงในสมองแข็ง ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น และทำให้ความหนืดของเลือดมากขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่นำมาซึ่งลิ่มเลือดในสมองได้

พฤติกรรมเสี่ยงที่บ่งบอกถึงอาการที่เสี่ยงจะก่อให้เป็นโรคเกี่ยวกับการได้ยินเสียงของเด็ก

โดยเด็กส่วนใหญ่มักมีการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงไม่สามารถดูแลตนเองให้ห่างไกลกับคำว่าอันตรายต่างๆได้ ซึ่งนั้นไม่ได้หมายถึงอันตรายแค่ทางการได้ยินนะ แต่รวมไปถึงอันตรายที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆด้วย แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของพฤติกรรมของเด็กๆที่จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินเสียงต่างๆโดยเด็กเหล่านั้นอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์โดยมีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ ซึ่งผู้ปกครองทั้งหลายควรศึกษาและดูแลบุตร ลูก หลานของท่านให้ห่างไกลอันตรายที่จะเกิดขึ้นดังต่อไปนี้

การรับชมโทรทัศน์ หรือสื่อต่างๆที่มีเสียงที่ดังจนเกินไป

ไม่ว่าจะเป็นการดูรายการอะไรก็ตาม หรืออาจจะเป็นการดูรายการการ์ตูนก็ได้ แต่นั้นก็เป็นปัญหาที่เราต้องควรทำให้มันถูกต้อง ยิ่งสมัยนี้มีการขยายเสียงของโทรทัศน์ด้วยแล้วละก็ยิ่งต้องน่าเป็นห่วงเลย เพราะการได้ยินของเด็กนั้นสำคัญ

ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าระบบทุกอย่างของเราได้ยินนั้นจะมีส่วนสมองและส่วนของประสาททำงานร่วมกันอยู่ด้วย ซึ่งการรับฟังเสียงที่มีความดังมากๆบ่อยๆนั้นเป็นการทำให้ส่วนของระบบส่งผลการทำงานให้ผิดปกติได้ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตามหากมีการฟังเสียงที่ดังเป็นเวลานานๆจนเกิดไปหรือบ่อยมากเกินไป อาจส่งผลต่อระบบการได้ยินของบุคคลเหล่านั้นได้ ซึ่งต้นเหตุของการเกิดหูหนวกนั้นก็คือการได้ยินเสียงที่ดังจนเกินไปเป็นเวลานานๆนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ไม่ควรละเลยเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้

การแคะหูหรือทำให้หูเกิดการกระแทกแรงๆ

เด็กส่วนใหญ่มักจะทำตามผู้ใหญ่ และเรื่องนี้ก็มักพบกันอยู่บ่อยๆสำหรับบางบ้านที่ปล่อยปะละเลยให้เด็กมีการเล่นตามลำพัง เนื่องจากเด็กไม่สามารถรับรู้ได้ถึงอันตรายหรือความพอประมาณในการใช้ไม้แหย่เข้าหูหรือคัตเตอร์บัตใช้แคะหูนั่นเอง หากมีการใช้งานในเด็กไม่ควรปล่อยให้พวกเขาได้ทำกับเองตามลำพัง หรือไม่ควรปล่อยให้เด็กทำเองจะดีกว่า ควรเป็นผู้ปกครองทำให้เด็กดีที่สุด และควรอธิบายถึงการใช้ด้วยว่าไม่ควรเล่นหรือทำเอง เพราะหากเกิดการกระแทกที่แรงบนเกินไป อาจก่อให้เกิดอันตรายกับหูได้ หรืออาจจะไปกระทบกับแก้วหูที่ส่งผลให้พวกเขามีสิทธิอาจจะหูหนวกได้ง่าย

ดังนั้นไม่ว่าจะด้วยกรณีใดก็ตามไม่ควรให้เด็กทำการแคะหูด้วยตนเอง และควรนำสิ่งเหล่านี้เก็บไว้ให้พ้นจากมือเด็ก หรือไปเก็บไว้ในที่ที่เด็กไม่สามารถหยิบถึง เพราะจะส่งผลให้แก่เด็กได้ 

หรือผู้ปกครองในบางท่านหากไม่มีความชำนาญหรือสายตาไม่ดี ก็ไม่ควรทำให้เด็กเช่นกัน เพราะอาจจะแหย่เข้าไปโดนชั้นหูภายในของหูได้ ซึ่งนั้นก็ก่อให้เกิดอันตรายมากเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลหูในลักษณะใดก็ตาม เราก็ควรต้องระวังตัวให้ดีๆ หรือหากมีการต้องพึ่งใช้ เครื่องช่วยฟัง ก็ควรหารุ่นที่เหมาะสมกับการใช้งาน

น้ำตาเทียมกับอันตรายต่อสุขภาพตา

น้ำตาเทียม ไอเทมหลักที่สาวๆ หนุ่มๆ ที่รักในการใส่คอนแทคเลนส์ต้องพกติดตัวตลอดเวลา เพื่อถนอมดวงตัวขณะที่รู้สึกเคืองตาก็ให้นำน้ำตาเทียมมาหยดลงในตา ช่วยหล่อเลี้ยงดวงตาให้หายฝืดเคืองได้

น้ำตาเทียม คืออะไร ?
รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า น้ำตาเทียมถูกผลิตขึ้นเพื่อนำมาใช้หล่อลื่นลูกตา มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติ ช่วยบรรเทาอาการระคายเคือง แสบตา หรือไม่สบายตา ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการใช้สายตามาก หรือตาแห้ง
นอกจากนี้ น้ำตาเทียมอาจนำมาใช้เพื่อหล่อลื่นลูกตาสำหรับผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ อย่างไรก็ตามการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำตาเทียมในทางการแพทย์ก็มีข้อระวังในการใช้อยู่เหมือนกัน การที่จะใช้น้ำตาเทียมจึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง และผู้ใช้ควรปรึกษาจักษุแพทย์ และอยู่ภายใต้คำแนะนำ ตลอดจนปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างรอบคอบ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไปและไม่ควรใช้นานเกินเพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย

ประเภทของน้ำตาเทียม
ผลิตภัณฑ์น้ำตาเทียมที่วางจำหน่ายมีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่
1. ชนิดที่บรรจุแบบขวด ซึ่งจะมีสารกันเสีย และหลังจากการเปิดใช้งานจะมีอายุการใช้งานได้ 1 เดือน หลังเปิดใช้

2. ชนิดขวด มีสารกันเสียที่สลายได้ มีอายุ 1 เดือน (หลังเปิดใช้)

3. ชนิดแบบกระเปราะเล็กไม่ใส่สารกันเสีย อายุการใช้ 1 วัน (หลังเปิดใช้)

4. ชนิดเจล ขี้ผึ้ง (แบบป้ายตา) มีอายุ 1 เดือน (หลังเปิดใช้)

ส่วนมากแพทย์แนะใช้เวลาก่อนนอน แต่สามารถใช้เมื่อรู้สึกตาแห้งระหว่างวันได้

ออกกำลังกายทุกวัน จำเป็นหรือไม่?

ออกกำลังกายทุกวัน จำเป็นหรือไม่?
จริงๆ แล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงของการออกกำลังกาย คือ เพื่อสุขภาพที่ดี เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้กล้ามเนื้อของคุณแข็งแร็งมีความทนทาน และยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะระบบเผาผลาญพลังงาน ผลพลอยได้ต่อมาของคุณ คือ การที่มีรูปร่างที่เฟิร์มมากขึ้น รวมไปถึงการที่น้ำหนักคุณอาจจะลดลง และผิวพรรณมีความเปล่งปลั่งสดใสมากขึ้น ดังนั้น การออกกำลังกายในทุกวันจึงเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับคนที่ยุ่งมากๆ ไม่มีเวลาออกกำลังกายเลย การที่คุณหันมาเดินเร็ว หรือถ้าบ้านไม่ไกลก็เดินกลับ หรือใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟท์ นี่ก็ถือเป็นการออกกำลังกายเหมือนกัน หรือหากคุณต้องการออกกำลังกายให้เป็นกิจจะลักษณะ การออกกำลังกายแบบ 3-5 วัน ต่อสัปดาห์ วันละ 30 นาทีขึ้นไป ก็สามารถทดแทนกันได้เช่นกัน หรือหากคุณเลือกการออกกำลังกายเบา ๆ เพียง 15 นาที หรือการออกกำลังกายแบบใช้แรง 8 นาที ช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ ได้ถึง 4%

แค่วิ่ง ก็ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
บางครั้งการออกกำลังกายแบบง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ก็คือ การวิ่ง หากใครที่มีเวลาไม่มาก และไม่รู้จะเริ่มต้นออกกำลังกายอย่างไร ลองเริ่มวิ่งดูก่อนได้ หากคุณไม่รู้จะวิ่งที่ไหนก็ให้ลองวิ่งในหมู่บ้าน หรือวิ่งตามสนามกีฬาโรงเรียน หรือสนามกีฬาอื่นๆ ที่เปิดให้ใช้บริการ หากบางคนอาจจะชอบวิ่งในลู่ฟิตเนส ก็แนะนำให้ไปวิ่ง เพราะการวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ และทุกนาทีที่เพิ่มเวลาในการวิ่ง จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้ 12% และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคอื่น ๆ ได้มากถึง 15% เลยทีเดียว