บิ๊กไบค์มือสองแต่งอย่างไร

แต่งรถ บิ๊กไบค์มือสอง ด้วยของก๊อปสุดอันตรายที่ไม่สมควรซื้อมาแต่ง

 

กันสบัดปลอมเป็นที่นิยมมากลองลงมาจากพวกปั้มเบรค

ก็เหมือนกันอย่างอื่นครับเพราะถ้ามันเป็นของแท้ผมรับรองได้เลยว่ามันไม่ถูกอย่างแน่นอนครับราคาเป็นหมื่นขึ้น ยกตัวอย่างยี่ห้อเออลินที่เป็นของแท้ราคาจะอยู่ที่หมื่นถึงสองหมื่นหรือต่อให้เป็น yss ก็จะอยู่ที่ห้าถึงหกพันกันเลยแต่ถ้ามามองของก็อปของเทียมให้เกรดดีที่สุดก็จะมีราคาอยู่แค่หนึ่งถึงสองพันบาทแค่นั้นเองครับ และถ้าเป็นพวกเกรดลองลงมาก็จะมีราคาไม่ถึงหนึ่งพันบาทเองครับ

ด้วยราคาและความสวยงามที่มันล่อตาล่อใจของคน

แต่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นของปลอมก็ยังซื้อเอามาใส่ให้กับรถตัวเอง แต่ก็ยังดีกว่าโดนหลอกเอาของปลอมมาขายแล้วบอกว่าเป็นของแท้ซึ่งถ้าเป็นกันสบัดแบบเกรดดีๆเลยเนี่ยถ้าคนที่ดูของแท้ของเทียมไม่เป็นก็อาจจะโดนหลอกได้ง่ายนะครับ เพราะว่าพวกกันสบับถูกทำเรียนแบบออกมาได้เหมือนของแท้มากๆ

ถ้าจะซื้อของแท้ผมก็แนะนำให้พาคนที่ดูของแท้ไปด้วยหรือไม่ก็ต้องหาร้านที่ไว้ใจได้ก่อนที่จะซื้อครับ ปัญหาที่จะเจอกันบ่อยๆเมื่อเพื่อนๆใส่กันสบัดปลอม อันดับแรกที่เพื่อนๆจะเจอกันบ่อยๆก็คือเมื่อตอนเราซื้อไปใส่แล้วไม่สามารถปรับการใช้งานจริงๆได้โดยกันสบัดจะมีปุ่มปรับความหนืด

โดยจะปรับได้ว่าให้กันสบัดมีความหนืดมากหรือหนิดน้อย

แต่ของปลอมส่วนใหญ่จะปรับไม่ได้เหมือนเอามาใส่ไว้เท่ๆเฉยๆ เวลาเราปรับแล้วลองไปโยกแฮนด์ดูกลับไม่รู้สึกถึงความต่างหรือความหนืดอะไรเลยนะครับ หรือถ้ามันปรับความหนืดได้จริงๆแต่ก็จะมีปัญหาเมื่อเวลาใช้ไปนานๆก็จะมีน้ำมันรั่วหรือซึมออกมาหรือพูดง่ายๆก็คืออายุการใช้งานสั้นมากนั่นเองครับ

ใช้ไปใช้มาก็ไม่สามารถปรับอะไรได้เลยซะงั้น จากที่มีความหนืดก็ไม่เหลือความหนืดอะไรเลย และอย่างสุดท้ายที่น่ากลัวจริงๆของการใส่กันสบัดปลอมนั่นก็คือกันสบัดล็อคเองนะครับ

กันสบัดล็อคเองก็เกิดได้จากหลายปัจจัยเช่น น้ำมันในกระบอกโช็คมันร้อนเกินไปหรือว่าก้านกันสบัดมันคดมันงอทำให้เกิดการล็อคจนขยับไม่ได้นั่นเอง ถ้าเกิดปัญหานี้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วขณะเข้าโค้งแล้วเลี้ยวไม่ได้อาจทำให้รถเราหลุดโค้งไปชนเสาไฟฟ้าได้ง่ายๆเลยครับ

ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มากเลยนะครับและก็เจอกันได้บ่อยอีกเหมือนกันสำหรับกันสบัดปลอม

จบกันไปแล้วสำหรับ 8 อันดับของแต่งปลอมสุดอันตรายถ้ายังไม่อยากลงไปวัดถนนก็อย่าได้ซื้อมาติดตั้งให้กับรถสุดรักของเพื่อนเลยนะครับ แต่อันที่จริงแล้วของแต่งปลอมเกือบทุกชิ้นก็คุณภาพไม่สู้ของแท้แน่นอน อย่าคิดแค่ว่าราคาถูกแล้วเอามาใส่เท่ๆ แต่ต้องคิดถึงอุบัติเหตุที่จะตามมีทีหลังด้วยนะครับ

ฝุ่นพิษขนาดเล็กมาจากไหน อันตรายอย่างไร?

ฝุ่นพิษขนาดเล็กมาจากไหน อันตรายอย่างไร?
มลพิษทางฝุ่นละอองกลางอากาศมีที่มานานาประการ รวมทั้งฝุ่น ละอองผง เถ้าถ่าน แล้วก็เขม่าควัน แล้วก็เกิดขึ้นทั้งยังจากแหล่งธรรมชาติ (ยกตัวอย่างเช่น เกลือทะเล) แล้วก็ที่มนุษย์ผลิตขึ้นอย่างไอเสียจากรถยนต์แล้วก็รถบรรทุก เมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรมที่มีการจราจรหนาแน่น โรงงานต่างๆ รวมทั้งการก่อสร้างจำนวนมากมีลักษณะทิศทางที่จะเป็นอันตรายเพราะกลายเป็นมลพิษที่เป็นต้นเหตุของฝุ่นละอองมากขึ้น แต่ว่าเขตชนบทก็มีการเสี่ยงด้วยเหมือนกัน จากฝุ่นละอองบนถนนหนทาง จากมลพิษที่เกิดขึ้นจากทำการเกษตรในรูปของแอมโมเนียจากการใช้ปุ๋ยแล้วก็มูลสัตว์ จากหมอกควันที่เกิดขึ้นเมื่อชาวนาชาวไร่เผาพื้นที่เพื่อตระเตรียมดินสำหรับในการเพาะปลูก

ยิ่งฝุ่นละอองมีขนาดเล็กลงเท่าไร ก็ยิ่งมีอันตรายรุกรามต่อร่างกายมากเท่านั้น เพราะมันถูกสูดเข้าไปทางระบบหายใจ และก็มีขนาดเล็กพอที่จะเข้าไปลึกถึงปอด บางอนุภาคบางครั้งก็อาจจะเข้าไปถึงกระแสโลหิตและก็ไหลเวียนทั่วร่างกายของพวกเราได้ในที่สุด

ผลพวงจากมลภาวะฝุ่นละอองดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ส่งผลต่อร่างกายรุนแรงกว่าที่คาดคิดกัน : จากงานศึกษาเรียนรู้หลักๆ ในระยะสิบปีให้หลัง ในเวลานี้ พวกเราได้ทราบแล้วว่า มลภาวะที่เกิดขึ้นทางอากาศมีอันตรายรุกรามสุขภาพของพวกเรามากยิ่งกว่าที่พวกเราเคยรู้ องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่ามีสามัญชนที่จำต้อง “ตายก่อนถึงเวลาอันควร” เพราะมลภาวะทางอากาศทั่วทั้งโลกมากยิ่งกว่า 6 ล้านคนภายในแต่ละปี และในปริมาณนี้ เป็นเด็กอายุน้อยกว่าห้าขวบราวหนึ่งส่วนสิบ คิดเป็น 600,000 คน เมื่อประสิทธิภาพอากาศเลวทรามลง อัตราการป่วยถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลก็มากขึ้น เพราะว่ามลภาวะทำให้ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพที่มีอยู่กำเริบขึ้น แล้วส่งผลให้หัวใจวาย เส้นโลหิตในสมองตีบ อาการหอบหืดกำเริบ ฯลฯ

– อันตรายรุกรามต่อหัวใจ : การพบเจอกับมลภาวะทางอากาศอาจส่งผลให้เกิดเหตุร้ายแรงกะทันหันกับกล้ามเนื้อหัวใจได้ จนอาจทำให้เกิดหัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ อัตราการเต้นของชีพจรลดน้อยลง ตลอดจนมีการเสี่ยงที่จะมีการตายจากสภาวะหัวใจหยุดเต้นทันควัน นอกเหนือจากนี้ ยังมีหลักฐานปรากฏว่า ภาวการณ์เส้นเลือดแข็งตัว โดยที่มีการสะสมตะกอนที่เรียกว่าพลาค ข้างด้านในเส้นเลือดที่สามารถกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดสภาวะหัวใจวายรวมทั้งเส้นโลหิตสมองตีบจนกระทั่งตายได้

– อันตรายรุกรามต่อปอดรวมทั้งทางเดินหายใจ : มลภาวะกลางอากาศเป็นทั้งต้นเหตุและสาเหตุที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอดและก็ระบบทางเดินหายใจและทำให้โรคอื่นๆ กำเริบขึ้นได้ รวมทั้งโรคหอบหืด โรคปอดอุดกันเรื้อรัง และโรคมะเร็งปอด

– อันตรายรุกรามต่อสมอง : เป็นที่เข้าใจกันว่า การพบเจอกับมลภาวะกลางอากาศเป็นระยะยาวเพิ่มการเสี่ยงที่จะทำให้เส้นโลหิตแดงในสมองแข็ง ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น และทำให้ความหนืดของเลือดมากขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่นำมาซึ่งลิ่มเลือดในสมองได้

พฤติกรรมเสี่ยงที่บ่งบอกถึงอาการที่เสี่ยงจะก่อให้เป็นโรคเกี่ยวกับการได้ยินเสียงของเด็ก

โดยเด็กส่วนใหญ่มักมีการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงไม่สามารถดูแลตนเองให้ห่างไกลกับคำว่าอันตรายต่างๆได้ ซึ่งนั้นไม่ได้หมายถึงอันตรายแค่ทางการได้ยินนะ แต่รวมไปถึงอันตรายที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆด้วย แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของพฤติกรรมของเด็กๆที่จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินเสียงต่างๆโดยเด็กเหล่านั้นอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์โดยมีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ ซึ่งผู้ปกครองทั้งหลายควรศึกษาและดูแลบุตร ลูก หลานของท่านให้ห่างไกลอันตรายที่จะเกิดขึ้นดังต่อไปนี้

การรับชมโทรทัศน์ หรือสื่อต่างๆที่มีเสียงที่ดังจนเกินไป

ไม่ว่าจะเป็นการดูรายการอะไรก็ตาม หรืออาจจะเป็นการดูรายการการ์ตูนก็ได้ แต่นั้นก็เป็นปัญหาที่เราต้องควรทำให้มันถูกต้อง ยิ่งสมัยนี้มีการขยายเสียงของโทรทัศน์ด้วยแล้วละก็ยิ่งต้องน่าเป็นห่วงเลย เพราะการได้ยินของเด็กนั้นสำคัญ

ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าระบบทุกอย่างของเราได้ยินนั้นจะมีส่วนสมองและส่วนของประสาททำงานร่วมกันอยู่ด้วย ซึ่งการรับฟังเสียงที่มีความดังมากๆบ่อยๆนั้นเป็นการทำให้ส่วนของระบบส่งผลการทำงานให้ผิดปกติได้ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตามหากมีการฟังเสียงที่ดังเป็นเวลานานๆจนเกิดไปหรือบ่อยมากเกินไป อาจส่งผลต่อระบบการได้ยินของบุคคลเหล่านั้นได้ ซึ่งต้นเหตุของการเกิดหูหนวกนั้นก็คือการได้ยินเสียงที่ดังจนเกินไปเป็นเวลานานๆนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ไม่ควรละเลยเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้

การแคะหูหรือทำให้หูเกิดการกระแทกแรงๆ

เด็กส่วนใหญ่มักจะทำตามผู้ใหญ่ และเรื่องนี้ก็มักพบกันอยู่บ่อยๆสำหรับบางบ้านที่ปล่อยปะละเลยให้เด็กมีการเล่นตามลำพัง เนื่องจากเด็กไม่สามารถรับรู้ได้ถึงอันตรายหรือความพอประมาณในการใช้ไม้แหย่เข้าหูหรือคัตเตอร์บัตใช้แคะหูนั่นเอง หากมีการใช้งานในเด็กไม่ควรปล่อยให้พวกเขาได้ทำกับเองตามลำพัง หรือไม่ควรปล่อยให้เด็กทำเองจะดีกว่า ควรเป็นผู้ปกครองทำให้เด็กดีที่สุด และควรอธิบายถึงการใช้ด้วยว่าไม่ควรเล่นหรือทำเอง เพราะหากเกิดการกระแทกที่แรงบนเกินไป อาจก่อให้เกิดอันตรายกับหูได้ หรืออาจจะไปกระทบกับแก้วหูที่ส่งผลให้พวกเขามีสิทธิอาจจะหูหนวกได้ง่าย

ดังนั้นไม่ว่าจะด้วยกรณีใดก็ตามไม่ควรให้เด็กทำการแคะหูด้วยตนเอง และควรนำสิ่งเหล่านี้เก็บไว้ให้พ้นจากมือเด็ก หรือไปเก็บไว้ในที่ที่เด็กไม่สามารถหยิบถึง เพราะจะส่งผลให้แก่เด็กได้ 

หรือผู้ปกครองในบางท่านหากไม่มีความชำนาญหรือสายตาไม่ดี ก็ไม่ควรทำให้เด็กเช่นกัน เพราะอาจจะแหย่เข้าไปโดนชั้นหูภายในของหูได้ ซึ่งนั้นก็ก่อให้เกิดอันตรายมากเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลหูในลักษณะใดก็ตาม เราก็ควรต้องระวังตัวให้ดีๆ หรือหากมีการต้องพึ่งใช้ เครื่องช่วยฟัง ก็ควรหารุ่นที่เหมาะสมกับการใช้งาน

น้ำตาเทียมกับอันตรายต่อสุขภาพตา

น้ำตาเทียม ไอเทมหลักที่สาวๆ หนุ่มๆ ที่รักในการใส่คอนแทคเลนส์ต้องพกติดตัวตลอดเวลา เพื่อถนอมดวงตัวขณะที่รู้สึกเคืองตาก็ให้นำน้ำตาเทียมมาหยดลงในตา ช่วยหล่อเลี้ยงดวงตาให้หายฝืดเคืองได้

น้ำตาเทียม คืออะไร ?
รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า น้ำตาเทียมถูกผลิตขึ้นเพื่อนำมาใช้หล่อลื่นลูกตา มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติ ช่วยบรรเทาอาการระคายเคือง แสบตา หรือไม่สบายตา ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการใช้สายตามาก หรือตาแห้ง
นอกจากนี้ น้ำตาเทียมอาจนำมาใช้เพื่อหล่อลื่นลูกตาสำหรับผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ อย่างไรก็ตามการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำตาเทียมในทางการแพทย์ก็มีข้อระวังในการใช้อยู่เหมือนกัน การที่จะใช้น้ำตาเทียมจึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง และผู้ใช้ควรปรึกษาจักษุแพทย์ และอยู่ภายใต้คำแนะนำ ตลอดจนปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างรอบคอบ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไปและไม่ควรใช้นานเกินเพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย

ประเภทของน้ำตาเทียม
ผลิตภัณฑ์น้ำตาเทียมที่วางจำหน่ายมีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่
1. ชนิดที่บรรจุแบบขวด ซึ่งจะมีสารกันเสีย และหลังจากการเปิดใช้งานจะมีอายุการใช้งานได้ 1 เดือน หลังเปิดใช้

2. ชนิดขวด มีสารกันเสียที่สลายได้ มีอายุ 1 เดือน (หลังเปิดใช้)

3. ชนิดแบบกระเปราะเล็กไม่ใส่สารกันเสีย อายุการใช้ 1 วัน (หลังเปิดใช้)

4. ชนิดเจล ขี้ผึ้ง (แบบป้ายตา) มีอายุ 1 เดือน (หลังเปิดใช้)

ส่วนมากแพทย์แนะใช้เวลาก่อนนอน แต่สามารถใช้เมื่อรู้สึกตาแห้งระหว่างวันได้

ออกกำลังกายทุกวัน จำเป็นหรือไม่?

ออกกำลังกายทุกวัน จำเป็นหรือไม่?
จริงๆ แล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงของการออกกำลังกาย คือ เพื่อสุขภาพที่ดี เพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้กล้ามเนื้อของคุณแข็งแร็งมีความทนทาน และยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะระบบเผาผลาญพลังงาน ผลพลอยได้ต่อมาของคุณ คือ การที่มีรูปร่างที่เฟิร์มมากขึ้น รวมไปถึงการที่น้ำหนักคุณอาจจะลดลง และผิวพรรณมีความเปล่งปลั่งสดใสมากขึ้น ดังนั้น การออกกำลังกายในทุกวันจึงเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับคนที่ยุ่งมากๆ ไม่มีเวลาออกกำลังกายเลย การที่คุณหันมาเดินเร็ว หรือถ้าบ้านไม่ไกลก็เดินกลับ หรือใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟท์ นี่ก็ถือเป็นการออกกำลังกายเหมือนกัน หรือหากคุณต้องการออกกำลังกายให้เป็นกิจจะลักษณะ การออกกำลังกายแบบ 3-5 วัน ต่อสัปดาห์ วันละ 30 นาทีขึ้นไป ก็สามารถทดแทนกันได้เช่นกัน หรือหากคุณเลือกการออกกำลังกายเบา ๆ เพียง 15 นาที หรือการออกกำลังกายแบบใช้แรง 8 นาที ช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ ได้ถึง 4%

แค่วิ่ง ก็ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
บางครั้งการออกกำลังกายแบบง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้ก็คือ การวิ่ง หากใครที่มีเวลาไม่มาก และไม่รู้จะเริ่มต้นออกกำลังกายอย่างไร ลองเริ่มวิ่งดูก่อนได้ หากคุณไม่รู้จะวิ่งที่ไหนก็ให้ลองวิ่งในหมู่บ้าน หรือวิ่งตามสนามกีฬาโรงเรียน หรือสนามกีฬาอื่นๆ ที่เปิดให้ใช้บริการ หากบางคนอาจจะชอบวิ่งในลู่ฟิตเนส ก็แนะนำให้ไปวิ่ง เพราะการวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ และทุกนาทีที่เพิ่มเวลาในการวิ่ง จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้ 12% และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคอื่น ๆ ได้มากถึง 15% เลยทีเดียว

ชาปลายมือปลายเท้า หรือแสดงว่าเป็นโรคปลายประสาทอักเสบ

ถ้าหากคุณกำลังมีอาการชาตามปลายนิ้วมือ แขน ขา มือ หรือแม้กระทั่งนิ้วเท้า แขน ขา มือ และใบหน้า อาการเหล่านี้ทางการแพทย์อาจจะทำการสันนิษฐานว่าคุณกำลังเป็นโรคอันตรายที่เกี่ยวกับปลายประสาทอักเสบ ซึ่งอาการเหล่านี้มันจะนำไปสู่ความเสี่ยงของการเป็นโรคที่ร้ายแรงขึ้น เช่น โรคอัมพฤกต์ อัมพาต หรือไม่ วันนี้เราจะมีวิธีป้องกันมาฝากกันค่ะ

ปลายประสาทอักเสบ คืออะไร?
สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญมากๆ เพราะเปรียบเสมือนศูนย์กลางการควบคุมการส่งกระแสไฟฟ้า โดยสมองจะทำหน้าที่ควบคุมการส่งกระแสไฟฟ้าที่ส่งไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ผ่านทางสายไฟ หรือในที่นี้คือเส้นประสาท และมีสายไฟฟ้าแรงสูง หรือเส้นประสาทใหญ่อยู่ที่ไขกระดูกสันหลัง ที่พร้อมกระจายไฟฟ้าไปยังเส้นประสาทอื่นๆ ต่ออีกทอดหนึ่ง

หากแต่เมื่อเส้นประสาทเริ่มมีปัญหาในจุดใดจุดหนึ่ง ทำให้อวัยวะส่วนนั้นทำงานผิดปกติ จึงอาจเป็นที่มาของปลายประสาทอักเสบ ซึ่งก่อให้เกิดอาการชาตามปลายมือปลายเท้า เส้นประสาทไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น อาการเจ็บปวด การปวดแสบปวดร้อน สั่นสะเทือน หรือแม้กระทั่งในที่สุดคือไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้นได้

เส้นประสาท มีความสำคัญอย่างไร?
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า เส้นประสาทเปรียบเสมือนสายไฟฟ้าที่ลำเลียงพลังงานไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้น ถ้าเกิดว่าวันหนึ่งเส้นประสาทเกิดทำงานผิดปกติขึ้น หรือไม่ทำงาน ก็จะส่งผลให้ในวันนั้นอวัยวะส่วนที่เส้นประสาทนี้ทำงานร่วมก็จะทำงานผิดปกติไปด้วยเช่นกัน

เส้นประสาทมี 2 ประเภทใหญ่ๆ ทั้งเส้นประสาทในสมอง ที่ควบคุมจากสมองโดยตรง ไม่ผ่านไขกระดูกสันหลัง ซึ่งมีความสำคัญหลักๆ เลย คือทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของประสาทสัมผัสในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น การมองเห็น การได้กลิ่น การลิ้มรส การทรงตัว การกลืนอาหาร การขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้า การออกเสียง และควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ คอ และลิ้น

เส้นประสาทอีก 1 ชนิด คือ เส้นประสาททั่วไปที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย เป็นเส้นประสาทที่ต่อมาอีกทีจากไขกระดูกสันหลัง โดยสามารถแบ่งย่อยเป็นส่วนๆ ทั้งรากประสาทที่ต่อมาจากเส้นประสาทที่ไขสันหลังโดยตรง กลุ่มของรากประสาท และเส้นประสาทส่วนปลาย ที่ดูแลกล้ามเนื้อของอวัยวะต่างๆ

ปลายประสาทอักเสบ มีสาเหตุมาจากอะไร?

  1. มีอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท การนอนกดทับเส้นประสาท หรือการกดทับจากเส้นประสาทโดยเนื้องอก
  2. ผลข้างเคียงจากอาการติดเชื้อจากโรคต่างๆ เช่น วัณโรค
  3. เกิดภาวะขาดเลือดมาหล่อเลี้ยง
  4. มีโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ไตวาย
  5. มีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคปลายประสาทอักเสบ

  1. พันธุกรรมจากครอบครัว ที่อาจเคยเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานผิดปกติของเส้นประสาท
    มีประวัติการติดเชื้อจากโรคใดโรคหนึ่ง
  2. ระดับน้ำตาลในเลือดสูง อาจเสี่ยงโรคเส้นประสาทที่เกิดจากโรคเบาหวาน
  3. ทำงานโดยใช้ข้อมือมากๆ จนอาจเสี่ยงเป็นโรคเส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ
  4. เป็นผู้ป่วยโรคไต ที่ต้องให้การรักษาโดยการฟอกเลือด ฟอกไต

ชาปลายมือปลายเท้า อันตราย เสี่ยงอัมพาต?
อาการชาตามปลายมือปลายเท้า คือ การที่เส้นประสาทนั้นทำงานผิดปกติ ดังนั้นหากความผิดปกตินั้นมีความรุนแรงจนถึงขั้นเป็นโรคเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 อักเสบ ก็อาจเป็นโรคอัมพาตชนิดหนึ่งที่เรียกว่า โรคอัมพาตเบลล์ ซึ่งเป็นโรคเส้นประสาทสมองที่พบบ่อยที่สุดได้เช่นกัน

ชาปลายมือปลายเท้ามากแค่ไหน ถึงควรไปพบแพทย์?
หากมีอาการชาที่บริเวณปลายมือปลายเท้าเล็กน้อยมากกว่า 2-3 วัน และไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองดูก่อน อย่างเช่น พักผ่อนให้มากขึ้น ออกกำลังกายบ้างเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง เดินให้บ่อยขึ้น ปรับเปลี่ยนท่านั่ง ท่านอน หรือเปลี่ยนหมอน หากยังไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ ควบรีบพบแพทย์ก่อนมีอาการมากขึ้น

จะเห็นได้ว่าอาการชาตามปลายนิ้วมือนิ้วเท้า จะเริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มของวัยทำงาน หรือคนที่มีการใช้ร่างกายอย่างหนัก ทำงานโดยใช้อวัยวะเดิมซ้ำๆ บ่อยๆ โดยเฉพาะส่วนของข้อมือ เช่น พ่อบ้าน พ่อครัว คนสวน ร้านซักรีด เพราะจากการใช้ชีวิตที่ทำงานหนัก ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเวลาเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวัน และการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ หรือไม่ถูกต้อง ดังนั้นหากพบหรือรู้สึกว่าร่างกายของคุณมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยอย่างทันท่วงทีก่อนสายเกินแก้ค่ะ

เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หากนอนน้อย

นอนน้อย คือ ภาวะที่ร่างกายนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลเสียต่อร่างกาย สภาวะอารมณ์ และการดำเนินชีวิตประจำวัน อีกทั้งการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นประจำ ยังทำให้เสี่ยงป่วย แถมมีปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมาอีกมากมายด้วย และหากรุนแรงอาจทำให้เกิดอาการหัวใจวาย กระทั่งเสียชีวิตได้

นอนน้อยกว่า 6 ชม. เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 2 เท่า!
ผลการศึกษาโดยสมาคมหัวใจอเมริกัน พบว่า การนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนนั้น ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองได้มากถึง 2.1 เท่า โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น คือผู้ที่มีกลุ่มอาการของโรคที่เกี่ยวข้องและมีสาเหตุมาจากความอ้วน เช่น โรคเบาหวาน ชนิดที่ 2, ความดันโลหิตสูง และอ้วนลงพุง ซึ่งกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการนอนหลับที่มากขึ้น หากไม่อยากเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

“นอนน้อย” ทำลายสัมพันธ์รักได้โดยไม่รู้ตัว
สเตฟานี วิลสัน หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตท ในสหรัฐอเมริกา ที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างภาวะขาดการนอนหลับ กับความสัมพันธ์ของคู่แต่งงานจำนวน 43 คู่ ที่กำลังมีปัญหาเรื่องชีวิตคู่ เผยว่า คู่ที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงติดกัน 2 คืน มักจะมีแนวโน้มทะเลาะโต้เถียง หรือมีปัญหาไม่ลงรอยกับคู่ของตัวเองได้มากกว่า โดยจะมีระดับความเครียดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสภาพร่างกายที่อ่อนแอมากขึ้น และในทุกชั่วโมงที่การนอนถูกลดทอนลงไปนั้น ยังไปส่งให้เกิดภาวะอักเสบในร่างกายอีกด้วย ซึ่งวัดได้จากระดับการอักเสบในเลือด

6 โรคที่มากับการ “นอนน้อย”

โรคเกี่ยวกับหัวใจ
เนื่องจากสารโปรตีนในตัวเราจะสะสมมากขึ้นในหัวใจ เวลาร่างกายตื่นโดยธรรมชาติ แต่ถ้าหากเราไม่นอนหรือนอนดึก สารโปรตีนเหล่านี้จะยิ่งเข้าไปเกาะที่หลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิดการอุดตันได้ โดยมีการวิจัยในกลุ่มคนที่ทดลองไม่ได้นอนเป็นเวลา 88 ชั่วโมง พบว่าจะมีความดันเลือดที่สูงมากผิดปกติ และในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 60 ปี มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจถึง 2 เท่า

โรคมะเร็งลำไส้
จุดเริ่มต้นของโรคนี้ คือ การนอนดึก ได้มีการศึกษาและวิจัยว่า ในคน 1,240 คน มีคนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ถึง 47% จะมีอาการของมะเร็งลำไส้ มากกว่าคนที่นอนหลับอย่างน้อย 7 ชั่วโมงขึ้นไป

โรคเบาหวาน
หากคนเป็นโรคเบาหวานพักผ่อนไม่เพียงพอ จะทำให้ระดับกลูโคสในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 23% รวมทั้งระดับอินซูลินในเลือด ก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 48% อีกทั้งในการวิจัยบางส่วนพบว่า คนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว จะเกิดภาวะร่างกายดื้ออินซูลินจากการนอนไม่พออีกด้วย

โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง
การนอนน้อยหรือนอนดึก ส่งผลทำให้เป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรังได้ ซึ่งจะทำให้เวลานอนต้องใช้เวลาเกินกว่า 30 นาที ถึงจะสามารถหลับได้ หรืออาจจะหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน จนทำให้ตื่นกลางดึก แล้วก็ไม่สามารถหลับอีกเลย และจะต้องมีอาการแบบนี้เกิน 1 เดือน ถึงจะเรียกว่าการนอนไม่หลับแบบเรื้อรังนั่นเอง

โรคอ้วน
จากงานวิจัยพบว่า ผู้ที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน มีแนวโน้มที่น้ำหนักตัวจะมากขึ้น และเสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้สูงกว่าผู้ที่นอนหลับ 7 ชั่วโมง เนื่องจากผู้ที่นอนน้อยจะมีสารเคมีเลปติน ที่ช่วยให้รู้สึกอิ่มอยู่ในระดับต่ำ และมีฮอร์โมนเกรลิน ที่กระตุ้นให้หิวอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้การนอนน้อยยังกระตุ้นให้รู้สึกหิวอาหาร ที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูงขึ้นด้วย

โรคซึมเศร้า
ผู้ที่นอนน้อยหรือมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับนอนหลับ เกิดอาการซึมเศร้าได้ ทั้งนี้ ภาวะนอนไม่หลับซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการนอนที่พบได้มากที่สุด และเป็นอาการที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะซึมเศร้าอย่างเด่นชัด เนื่องจากภาวะนอนไม่หลับเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้เป็นอันดับแรกของโรคซึมเศร้า

โรคไทรอยด์ รักษาได้ ฟื้นตัวไว

ไทรอยด์ เป็นอวัยวะหนึ่งในระบบต่อมไร้ที่อยู่กลางคอ รูปร่างคล้ายผีเสื้อ คือมีซีกซ้ายและซีกขวา มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ เพื่อควบคุมระบบสมดุลในร่างกาย โรคของต่อมไทรอยด์ที่พบได้บ่อยคือ ภาวะต่อมไทรอยด์ที่ทำงานหนักเกิน ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน โรคคอพอกและโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ โดยคนไข้ไทรอยด์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงช่วงอายุ 20-40 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ยังรักสวยรักงามอยู่ วิธีการรักษาไทรอยด์โดยการผ่าตัดผ่านทางปากทำให้ไม่มีแผลภายนอกจึงเป็นทางเลือกที่ทำให้คุณภาพชีวิตคนไข้ดีขึ้น

ประเภทของโรคไทรอยด์
นพ.ธัญวัจน์ ศาสนเกียรติกุล แพทย์ด้านการผ่าตัดไทรอยด์และพาราไทรอยด์ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคไทรอยด์สามารถแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มไทรอยด์ชนิดไม่เป็นพิษ แต่มีก้อนโตผิดปกติที่กลางคอ โดยสามารถสังเกตง่ายๆ ได้ด้วยตนเอง คือ เวลากลืนน้ำลาย ก้อนจะเคลื่อนที่ขึ้น – ลง ตามการกลืน ซึ่งก้อนนี้จำเป็นจะต้องได้รับการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นก้อนเนื้อร้ายหรือไม่ โดยการตรวจอัลตราซาวนด์บริเวณลำคอ และเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ ซึ่งถ้าผลออกมาเป็นมะเร็งไทรอยด์ ควรรีบได้รับการผ่าตัดรักษาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรือบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย

กลุ่มไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งภาวะของกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นไทรอยด์เป็นพิษ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โรคเกรฟวส์ (Graves’ disease) เป็นโรคเกี่ยวกับภาวะภูมิคุ้มกันในร่างกายบกพร่อง ทำให้มีการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนมากกว่าปกติ โดยสามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง คือ จะมีอาการคอโตทั่วๆ ทั้งสองข้าง ใจสั่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ตาโปน หรือภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่เกิดจากก้อนเนื้องอกต่อมไทรอยด์ ซึ่งจะต่างจากโรคเกรฟวส์คือ ส่วนของเนื้องอกจะเป็นก้อนที่สร้างฮอร์โมนมากกว่าปกติแต่ต่อมไทรอยด์เป็นปกติดี

วิธีรักษาโรคไทรอยด์
โดยส่วนมากนั้นวิธีการรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษจะใช้ยารักษาก่อน รวมถึงมีวิธีการกลืนแร่รังสีที่สามารถรักษาได้เช่นกัน แต่ก็จะมีผู้ป่วยบางส่วนที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดจากสาเหตุ คือ ทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น คอโตมาก หรือไม่สามารถกลืนแร่ได้ เป็นต้น สำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องผ่าตัด ซึ่งข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด คือ ก้อนที่ไทรอยด์สงสัยว่าเป็นมะเร็ง ก้อนโตมากจนกดเบียดการกลืนหรือการหายใจ ก้อนไทรอยด์เป็นพิษที่รักษาด้วยยาหรือกลืนแร่ไม่ได้ผล

ปัจจุบันวิธีการผ่าตัดไทรอยด์แบ่งเป็นสองวิธีใหญ่ ๆ

การผ่าตัดแบบเปิด คือมีแผลที่กลางคอ เป็นการผ่าตัดแบบมาตรฐานที่มีมานาน โดยจะผ่าบริเวณกลางคอขนาดประมาณ 6-8 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของก้อน วิธีนี้ถือเป็นวิธีการผ่าที่ดี เพราะทำได้ง่าย และสามารถผ่าได้ทุกขนาดไม่ว่าจะขนาดใหญ่เท่าไร แต่ข้อเสียเดียวของวิธีการนี้คือ จะมีแผลอยู่กลางคอ ซึ่งการมีแผลเป็นที่กลางคอในผู้ป่วยบางรายที่ให้ความสำคัญกับการมีแผลเป็นที่เห็นได้ชัดบริเวณกลางคอ จะทำให้ผู้ป่วยขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันและจำเป็นต้องสวมใส่ผ้าพันคอ หรือเสื้อผ้าที่ปกปิดบริเวณบาดแผลไว้ตลอด

การผ่าตัดไทรอยด์แบบส่องกล้อง ซึ่งสามารถผ่าเข้าได้จากหลายทาง เช่น ทางรักแร้ ทางลานนม ทางหลังหู แต่วิธีการใหม่ที่สามารถผ่าตัดรักษาได้ คือ การผ่าตัดไทรอยด์ทางปาก โดยข้อดีคือ ไม่มีแผลเป็นภายนอก ซึ่งบาดแผลจะถูกซ่อนไว้ในปาก และสามารถใช้กล้องส่องขยายเพื่อให้เห็นเส้นเสียงและต่อมพาราไทรอยด์ได้ชัดเจนขึ้น ทำให้โอกาสในการรักษาเส้นเสียงเพื่อป้องกันเสียงแหบเหมือนกับการผ่าตัดแบบเปิด

ผ่าส่องกล้องไทรอยด์
เราสามารถผ่าส่องกล้องไทรอยด์ทางปากได้ทุกโรคไม่ว่าจะเป็น ภาวะไทรอยด์เป็นพิษไทรอยด์ไม่เป็นพิษ โรคมะเร็งไทรอยด์ แต่ขนาดก้อนเนื้อที่จะผ่าควรมีขนาดใหญ่ไม่เกิน 6-8 เซนติเมตร เพราะฉะนั้นถ้าพบเจอก้อนที่กลางคอที่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป แนะนำให้รีบพบแพทย์เพื่อที่จะทำให้ผู้ป่วย มีโอกาสในการเลือกวิธีการผ่าตัดรักษาได้มากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้แพทย์ผู้รักษาจะต้องเลือกว่าคนไข้เหมาะสมกับการผ่าตัดชนิดไหนที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ขั้นตอนการผ่าตัดส่องกล้องไทรอยด์
สำหรับขั้นตอนวิธีการผ่าตัดไทรอยด์ส่องกล้องทางปาก คือ กรีดบริเวณริมฝีปากด้านหน้าฟันขนาดไม่เกิน 2.5 เซนติเมตร เพื่อใส่เครื่องมือขนาดเล็กลงไปในปาก และทำการผ่าตัดก้อนเนื้อออกมา ใช้เวลาในการผ่าตัด โดยเฉลี่ยประมาณ 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแต่ละราย หลังจากการผ่าตัดคนไข้ต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 2 วัน และพักอยู่บ้านประมาณ 3-4 วัน จึงจะไปทำงานได้ อาการช่วงแรกจะรู้สึกคอตึง ๆ และคางบวมเล็กน้อย ส่วนภาวะแทรกซ้อนจะเหมือนการผ่าตัดแบบอื่น ๆ เช่น อาจมีภาวะเสียงแหบได้ ประมาณ 1-2% มีแคลเซียมต่ำได้ในกรณีที่ผ่า 2 ข้างเช่นเดียวกัน

โรคไขมันพอกตับมีภาวะเสี่ยงกับคนอายุเท่าไหร่

เนื่องจากการที่เรากังวลกับโรคต่างๆที่เราควรจะเป็นได้ อย่างเช่นโรคเกี่ยวกับตับที่เอาตรงๆก็น่ากลัวอยู่ไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรเกี่ยวกับตับก็ตามเราย่อมกลัวที่จะเกิดขึ้นกับตัวเรา เพราะไม่ว่าจะเป็นโรค ไขมันพอกตับ หรือ โรคตับอักเสบ ก็ต้องรักษาและมันก็น่ากลัวที่จะเป็นมากเพราะบางโรคฟังชื่ออาจจะไม่น่ากลัวแต่อันที่จริงก็ทำให้เราเสียชีวิตได้เช่นกัน ดังนั้นรู้และป้องกันไว้จะดีกว่า

คนส่วนมากมักเป็นโรคอะไรมากที่สุด

โดยประชากรมากกว่า 350 ล้าน คนทั่วโลก เป็นโรคตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง และในแต่ละปีนั้นมีผู้เสียชีวิตมากถึง 1 ล้านคน และโดยส่วนใหญ่นั้นผู้ที่ติดเชื้อมากที่สุดนั้นเกิดจากแม่สู่ทารถขณะคลอดนั้นเอง โดยคนส่วนใหญ่นั้นที่เป็นโรคตับอักเสบบีนั้นไม่ทราบว่าตนเองมีโรคตับอักเสบบีอยุ่ในร่างกายเพราะว่าโรคตับอักเสบบีนั้นไม่มีอาการเฉพาะตัวใดๆให้แน่ชัดว่าตนเองเป็นโรคนี้ แต่ถึงจะไม่มีอาการบ่งบอกใดๆ แต่ตับของเรานั้นก็กำลังถูกทำลายโดยเชื้อไวรัสแน่นอน

อาการของโรคตับอักเสบบี

โดยอาการมันจะคล้ายๆกับอาการเจ็บป่วยอื่นๆทั่วๆไป อาการจะเป็นๆหายๆ และอาการที่เป็นไปได้ของโรคตับอักเสบบีนั้น คือ ปวดตามข้อต่อต่างๆของร่างกาย ปวดเมื่อย มีอาการเบื่ออาหาร และคลื่นไส้มีความรู้สึกเหมือนจะอาเจียนหรืออ้วก มีอาการเหนื่อยล้าและมีภาวะซึมเศร้าและหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ มีอาการปวดที่ตับทางด้านบนขวาของช่องท้อง ส่วนการตรวจหาโรคตับอักเสบบีนั้น ไม่ใช่ว่าการที่เราตรวจเลือดทุกประเภทแล้วจะบอกได้ว่าเรานั้นเป็นโรคตับอักเสบบี

แต่ว่าทางแพทย์ต้องสั่งตรวจเลือดเพื่อหาโรคตับอักเสบบีถึงจะทราบผลได้ว่าเรามีการติดเชื้อหรือไม่ส่วนการตรวจเลือกนั้นจะสามารถบอกได้ว่านั้นเป็นโรคตับอักเสบบีหรือว่าเรามีภูมิคุ้มกันต่อต้านโรคตับอักเสบบี

หากเราเป็นโรคตับอักเสบบีเรื้อรัง

ถ้าหากว่าแพทย์นั้นต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อที่จะได้ดูความเสียหายของตับของเราว่าเสียหายมากขนาดไหนและความจำเป็นในการที่แพทย์จะออกยาได้ถูกต้อง เพราอะไรทำไมเราถึงต้องตรวจหาโรคตับอักเสบบี ถ้าคุณเคยมีเพศสัมพันธุ์กับบุคคลที่เป็นโรคตับอักเสบบี หรืออยู่กับบุคคลที่เป็นโรคตับอักเสบบี มีพ่อหรือแม่หรือญาติพี่น้องที่เป็นโรคตับอักเสบบีหือโรคมะเร็งตับ เป็นต้น

Enjoy Eating กับ 5 วิธีลดน้ำหนัก

หลายต่อหลายครั้งที่คิดอยากจะลดน้ำหนักแต่ก็รู้สึกว่าตัวเองถูกจำกัดอิสรภาพในการกินทุกที เป็นแบบนี้แล้วกำลังใจในการลดน้ำหนักก็ยิ่งลดน้อยลงไป แต่จะว่าไปแล้วมันก็มีเคล็ดลับง่ายๆที่จะช่วยเสริมสร้างพลังใจให้คุณสามารถไปต่อได้อย่างเป็นผลสำเร็จนะคะ

1. แขวนชุดที่คุณอยากใส่เอาไว้ในที่ที่สามารถมองเห็น
อาจเป็นชุดราตรียาว ชุดเดรสเกาะอก มินิสเกิร์ต หรือกางเกงยีนส์สกินนี่ที่เวลาไปลองแล้วไม่มีไซด์ เอามาแขวนไว้ในบริเวณที่คุณมองเห็นทุกวัน วิธีนี้จะช่วยสร้างพลังบวกและแรงกระตุ้นในร่างกายของคุณทุกวัน และทําให้คุณบรรลุถึงเป้าหมายได้ในไม่ช้า

2. หลีกเลี่ยงการเติมท้อปปิ้งลงบนอาหาร
หรือเครื่องดื่มที่คุณกิน เช่น งดเติมเบคอนกรอบในสลัดหรือแซนด์วิช งดเติมกากหมูในก๋วยเตี๋ยว งดเติมกะทิสดลงในขนมหรืออาหาร งดเติมวิปครีมลงในเครื่องดื่ม หรือไอศกรีม และอื่นๆอีกมากมายที่ปัจจุบันมักมีท็อปปิ้งนานาชนิดให้คุณได้เลือกเติมได้ตามใจแบบอร่อยจนลืมอ้วนกันไปเลยค่ะ คุณรู้มั้ยว่าถ้าคุณตัดสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ คุณก็จะสามารถลดพลังงานลงได้ เกือบ 100 – 200 แคลอรีเลยทีเดียวค่ะ และถ้าคุณงดได้ เพียง 6 เดือน จะทำให้คุณสามารถลดน้ำหนักลงได้ เกือบ 10 ปอนด์เลยทีเดียว

3. ถ้าคุณชอบกินพิซซ่า

เราไม่ได้ห้ามไม่ให้คุณกิน แต่อยากให้คุณลองเปลี่ยนจากแป้งหนาเป็นแป้งบาง ก็ช่วยลดพลังงานลงได้ ถึง 100 แคลอรีแล้วค่ะ หรือถ้าคุณชอบกินข้าวมันไก่ ก็อาจจะเปลี่ยนจากข้าวมันเป็นข้าวขาวสักครึ่งหนึ่ง เท่ากับคุณลดพลังงานลงได้ เกือบ 200 แคลอรีเลย

4. ลดการเติมน้ำตาลลงในเครื่องดื่ม เคล็ดลับง่ายๆที่ช่วยได้ยอดเยี่ยม
รู้ไหมคะว่า ชามะนาว 1 แก้วใช้น้ำตาลทรายถึง 10 ช้อนชา ถ้าคุณใช้น้ำตาลเทียมหรือสมุนไพรหญ้าหวานแทน เท่ากับคุณลดพลังงานจากน้ำตาลลงได้ 200 แคลอรีเลยเช่นกันค่ะ

5. ลองเปลี่ยนแก้วใส่เครื่องดื่มภายในบ้านของคุณซะใหม่
ลองใช้แก้วยาวทรงสูง จะดีกว่าที่คุณจะใช้แก้วสั้นๆ แต่ทรงอ้วนๆ ใส่เครื่องดื่มที่คุณชอบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำผลไม้ นม หรือเครื่องดื่มต่างๆ อีกมากมายที่คุณดื่มเป็นประจํา วิธีนี้จะช่วยลดพลังงานจากเครื่องดื่มแต่ละแก้วของคุณลงได้เกือบ 25% เป็นการหลอกร่างกายให้รู้สึกว่าไม่ได้ถูกจํากัดการกินนั่นเอง เพราะเวลาที่เรามองสิ่งของหรือวัตถุจะมีตัวชี้นําภาพ การที่เราใช้แก้วทรงสูง เป็นการหลอกร่างกายให้รู้สึกว่าไม่ได้ถูกจํากัดซึ่งจะนําไปสู่การกินที่น้อยลงได้ค่ะ

5 เคล็ดลับง่ายๆเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้คุณมีแรงฮึดสู้กับความคิดที่อยากจะลดน้ำหนักแต่ก็ต้องล่าถอยเพราะของกินมันยั่วยวนทุกที ลองนำไปทำตามแล้วคุณจะรู้สึกได้เลยว่าการลดน้ำหนักก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่อและยากเกินไปนี่นา!